..........ปิดภาคเรียนใหญ่ นิสิต ม.บูรพา ต่างดีใจได้กลับบ้านกันอย่างมีความสุข แต่มีนิสิตหนุ่มหน้าตาดีกลุ่มหนึ่งไม่ได้กลับบ้าน พวกเขากำลังจะไปกอบกู้โลก! ไม่ใช่แหละคนละเรื่อง.... พวกเขากำลังจะไปบวช ใช่แล้วครับท่านผู้ชมท่านฟังไม่ผิดหรอกไปบวชจริงนั้นแหละครับ แล้วก็ไปบวชที่วัดพระธรรมกายด้วย โห...ชื่อวัดนี้ได้ยินทางทีวีออกบ่อยเนอะ5555
..........ผมฟังรุ่นพี่ชมรมพุทธว่าการบวชภาคฤดูร้อนที่วัดพระธรรมกายนั้นแบ่งเป็นช่วงๆ ผมสรุปได้ว่ามีด้วยกันสามช่วง คือ ภาคสนาม ถือศีลแปด และบวช พี่เขาบอกว่าแต่ละช่วงนั้นจะทำให้เรากลายเป็นพระแท้ที่สมบูรณ์ พี่เขาบอกเรื่องพระแท้อะไรเนี่ยผมก็ยังไม่เข้าใจหรอก เราก็เห็นพระห่มจีวรเหลืองก็คิดว่านั้นและพระ แล้วพระแท้เนี่ยจะเป็นอย่างไรหนอ?
..........ภาคสนามด่านแรกที่เราจะต้องบุกตลุยเพื่อไปเอาคัมภีย์เจ้ายุทธภพ5555 กำหนดการเราจะต้องไปขึ้นรถที่จุฬาฯ แต่ก่อนวันนัดหมายเราต้องมาพักที่ชมรมพุทธศาสตร์สากลฯก่อน ชมรมพุทธศาสตร์สากลฯอยู่ตรงไหน? ก็อยู่ในวัดพระธรรมกายนั้นแหละครับ อยู่เขตมูลนิธิธรรมกาย ถ้าท่านเข้าตรงประตูคลองหลวง ก่อนถึงวงเวียนด้านขวามือนั้นละครับ บางท่านบอกเคยได้ยินชื่อชมรมแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนก็มี555
..........ก่อนไปภาคสนามพี่เขาบอกให้จัดกระเป๋า ให้เตรียมชุดลุยสักสามสี่ชุด อุปกรณ์อาบน้ำ ไฟฉาย ยาประจำตัว และเสื้อขาวหนึ่งตัว เสื้อขาวเอาไว้ใส่วันสุดท้ายตอนจะเข้าวัด ผมและเพื่อนๆ เก็บของเสร็จก็เดินทางมาที่ชมรมพุทธศาสตร์สากลฯ ช่วงเย็นๆค่ำๆเราคุยกันว่า ไหนๆก็จะบวชแล้ว เราคงไม่ได้กินข้าวเย็นอีกนาน อย่าว่ากระนั้นเลย เราแอบไปหาอะไรกินหน้าวัดกันดีกว่า5555 เด็กวัยรุ่นแห่งเทาทองเดินออกหน้าวัด ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเดินต่อไปทางอำเภอคลองหลวง เราไปลงเอยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหมี่เกี๊ยว กินกันแบบสั่งลาเลยทีเดียวครับ แต่ในใจลึกๆก็กลัวเรื่องที่พี่เขาเคยเล่าว่า คนจะบวชเนี่ยมารมันจะมาขวาง เพราะการบวชเป็นบุญใหญ่ กินๆไปผมชักเสียวๆ เสียวสิบล้อพุ่งชนร้านจังเลย5555 คงได้ลงข่าวหน้าหนึ่งว่า "กลุ่มนิสิตหนุ่มตั้งใจมาบวชบุญไม่ถึงสิบล้อแหกเสยร้านก๋วยเตี๋ยวดับอนาถถถถ" โชคดีไม่มีอะไรเกิดขึ้นเรากินเสร็จก็รีบกลับเข้าวัดไปนอนพรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้า
..........เช้าแล้วๆตื่นเต้นๆ พวกเรากำลังจะนั่งรถบัสไปจุฬาฯ ในรถมีเพื่อนๆจากหลายมหาลัย บางคนผมก็คุ้นๆเพราะเคยมาเข้าค่ายด้วยกัน แต่ก็ยังไม่รู้จักชื่อ แล้วในรถเขาก็นั่งรวมกลุ่มกันเป็นสถาบันๆ พวกเราเด็ก ม.บู ก็รวมๆกันไว้เหมือนกัน มาถึงจุฬาฯก็มีเพื่อนจากมหาลัยอื่นๆมารออยู่แล้วส่วนหนึ่ง ที่ๆเรามาร่วมกันเป็นสนามหญ้าอยู่ข้างอาคารสวยๆ
เมื่อมาถึงพี่ staff ก็ให้พวเราลงทะเบียนแล้วไปนั่งรอเพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนนายร้อย ก่อนขึ้นเขาก็มีการแนะนำพี่ staff ที่จะไปดูแลพวกเราที่โรงเรียนนายร้อยด้วยครับ ซึ่งพี่เขาจะใส่เสื้อเขียวๆเหมือนกันหมดเลย น่าจะไปซื้อมาจากร้านเดียวกันแหงๆ
..........ถึงเวลาต้องเดินทางเราก็ไปขึ้นรถบัส รถบัสน่าจะสักสี่ห้าคัน จะวิ่งไปเป็นขบวนๆ ข้างหน้ามีรถตำรวจนำ อย่างเท่เลยครับในชีวิตเพิ่งเคยนั่งรถแล้วมีรถนำขบวน แต่พี่ตำรวจเขามาส่งแค่นอกเมืองครับ หลังจากนั้นรถบัสวิ่งไปเอง แง้วววว เท่ไม่สุดทาง...
เมื่อเราเข้าเขตโรงเรียนนายร้อย แต่ยังไปไม่ถึงที่พัก ครูฝึกที่เป็นทหารก็ให้เราลงจากรถบัสแล้วให้มาที่ศาลาวงกลมก่อน ภายในศาลาวงกลมประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ ครูฝึกให้เราวิ่งเพื่อเป็นการสักการะ แล้วเราจะวิ่งกี่รอบกันดี ก็ตามจำนวนรุ่นที่เราจะบวชไง ปีนี้เป็นโครงการธรรมทายาทรุ่นที่ 32 นั้นหมายความว่าเราจะต้องวิ่งรอบศาลาวงกลม 32 รอบ อ่ะจัดไปครับ วิ่งเสร็จก็ถ่ายรูปหมู่กันสักหน่อย
..........ถ่ายรูปเสร็จครูฝึกสั่งให้พวกเราวิ่งขึ้นรถให้เร็วที่สุด แล้วก็เป่านกหวีด ปี๊ดดดดด! พวกเราใช้เกียร์หมาวิ่งขึ้นรถทันที555 รถบัสก็วิ่งต่อไปอีก ผมก็คิดว่าคงจะไปที่พักเลย ที่ไหนได้แวะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียนนายร้อยอีกแห่ง ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีประชาชนเคารพนับถือมาก
ตามประวัติท่านเป็นนายด่านเมืองนครนายกสมัยอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๐
ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขณะที่ไทยติดพันศึกกับพม่า
เขมรได้เข้ามารุกราน และกวาดต้อนผู้คนแถบปราจีนบุรี เพื่อนำกลับไปเขมร
และได้ยึดเมืองปราจีนบุรีและเมืองนครนายก ขุนด่านได้รวบรวมชาวเมืองถอย
ไปตั้งหลักที่เขาชะโงก
แล้วยกกำลังเข้าขับไล่เขมรออกจากนครนายกจนเขมรแตกพ่ายไป ครูฝึกสั่งให้พวกเราวิดพื้นเพื่อสักการะท่าน ขึ้นลงสุดนับพร้อมกัน
และแล้วเราก็มาถึงที่พักของเราจนได้ ที่พักของเราก็คือกองร้อยทหารนั้นแหละครับ มีโรงนอน ห้องน้ำรวม น่าอยู่มากเลย บรรยากาศลูกผู้ชายๆดี โชคดีนะที่เราเอากางเกงบอลมาใส่อาบน้ำด้วย5555
..........สามคืนสี่วันที่เราจะอยู่ที่นี่ ลุยยยย! กิจกรรมที่นี่เริ่มต้นด้วยการฝึกระเบียบแถวซ้ายหันขวาหันกลับหลังหัน หลายคนอาจจะบอกชิวๆ ลูกเสือ รด. เราผ่านมาหมดแล้ว แต่อันนี้เนื่องจากเรามากันหลากหลายมาก มันจึงเกิดปัญหาสิครับ จัดแถวช้าบ้าง แถวไม่ตรงบ้าง โดนสั่งวิดพื้นจนหมดแรง พอหมดแรงก็เลยถูกสั่งกางมุ้ง ผมสังเกตว่าพวกเราเริ่มที่จะใส่ใจคนอื่นมากขึ้น แม้เรายังไม่รู้จักชื่อกันก็จะเรียก นายๆ คุณๆ พยายามกระตุ้นให้จัดแถวให้เร็ว เพราะครูฝึกสายโหดมองเราอยู่โดยเฉพาะคนที่ใส่หมวกคาวบอย
ครูฝึกท่านนี้เสียงดังมาก แบบว่าสั่งทีได้ยินทั้งสนามฟุตบอลกันเลยทีเดียว555555
..........ต่อมาเราก็ไปเข้าฐานกิจกรรมที่ให้ข้อคิดต่างๆ เช่น เกมส์กู้ระเบิด ที่จะมีเชือกฟางประมาณสิบเส้นปลายข้างหนึ่งผูกกับหนังยางและอีกปลายมาผูกกับเอวสมาชิกในกลุ่ม ช่วยกันเอาหนังยางมารัดคอขวดให้ได้ เกมส์นี้ได้เรื่องความสามัคคีครับ ต้องร่วมแรงร่วมใจกันจึงจะสำเร็จ
อีกฐานผมเรียกชื่อไม่ถูก คือ ทุกคนเอาผ้าปิดตายืนค่อมไม้ไผ่ลำยาวๆ ข้างหน้ามีต้นไม้ที่ติดลูกโป่งไว้ กติกาคือจะมีหนึ่งคนที่ไม่ได้ค่อมไม้ไผ่คอยบอกซ้ายๆขวาๆ ถ้าตรงแล้วสั่งแทงให้โดนลูกโป่งให้แตก เกมส์นี้ได้เรื่องการฟังผู้นำ และยังมีฐานทดสอบกำลังใจต่างๆอีกมากมาย เช่น ไต่เชือก ลอดลวดหนาม ปีนกำแพง จบแต่ละฐานพี่เลี้ยงทหารจะสรุปข้อคิดให้ ส่วนกลางคืนวันแรกมีฐานทดสอบกำลังใจแบบผีๆ มีโลงศพข้างหน้า ครูฝึกจะมาเล่าเรื่องผีๆน่ากลัว แล้วปล่อยให้ไปใกล้โลงศพทีละคน จากนั้นเราจะเจอ แบร๊ะ! พี่เลี้ยงทหารปลอมเป็นผีมาหลอก5555
..........เวลากินข้าวแต่ละมื้อนี้ลำบากมาก ต้องตบฉากมุดโต๊ะกันหลายรอบกว่าจะได้กิน แต่ข้าวทหารอร่อยมากนะครับ หรือว่าเราเหนื่อยจนหิวจัดก็ไม่รู้เนอะ55555
วันที่สองครูฝึกให้เราเดินทางใกล้โดยให้เตรียมเป้สนาม เต็นท์ทหาร และอุปกรณ์พิเศษ โดยให้ตัวแทนกลุ่มมาจับฉลาก บางกลุ่มได้มอเตอร์ไซด์เก่าๆ บางกลุ่มได้กลองยาว บางกลุ่มได้ขนม กลุ่มผมไม่ได้อะไรเลย ครูฝึกสั่งให้แบกของที่ได้ไปด้วยห้ามทิ้งกลางทาง เป้าหมายการเดินทางไกลคือเราจะขึ้นเขาชะโงกกัน เขาบอกว่าใครมาโรงเรียนนายร้อยแล้วยังไม่ได้ขึ้นเขาชะโงกแสดงว่ายังมาไม่ถึง เขาชะโงกที่เราจะขึ้นนี่สูง 285 เมตร ครับ ดูเหมือนไม่เท่าไหร่แต่อุปกรณ์ต่างๆมันเต็มหลังเราไปหมดเลย คงจะเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย
เมื่อเราเริ่มเดิน ช่วงพื้นราบสบายๆครับ พอเริ่มขึ้นเขาเท่านั้นแหละ อาการเริ่มออก แต่พี่เลี้ยงทหารจะเชียร์เราตลอด พาเราร้องเพลงต่างๆให้เรามีแรงฮึด กลุ่มที่มีกลองยาวก็ตี เท่ง ป๊ะ เท่ง ป๊ะ กันอย่างมัน กลุ่มแบกมอเตอร์ไซด์นี่ลำบากหน่อยต้องช่วยกันแบก กลุ่มที่มีความสุขสุดน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ขนม เดินไปกินไปอย่างมีความสุข5555 เราเดินไปก็ชมธรรมชาติไปด้วย แต่พอยิ่งสูงยิ่งเหนื่อยคิดว่าเมื่อไรจะถึงว่ะเนี่ย จากมองวิวข้างทางก็กลายเป็นมองเท้าเพื่อนข้างหน้า คิดไปแค่ทีละก้าวทีละก้าว จู่ๆความคิดที่ว่าเมื่อไรจะถึงยอดเขามันหายไปเฉยเลย ความคิดมีแค่ก้าวซ้ายก้าวขวาเท่านั้น ผมจึงได้ข้อคิดว่าเราควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า อย่าพึ่งไปกังวลกับอนาคตที่มันยังมาไม่ถึงเลย มันจะทุกข์ใจมากกว่าจริงไหมครับ และผมคิดว่าถ้าทำปัจจุบันให้มันดี โอกาสที่จะทำให้เรื่องในอนาคตมันดีได้มันก็น่าจะเป็นไปได้สูงนะครับ คิดเรื่องนี้ไปมาเราก็มาถึงแล้ว "ยอดเขาชะโงก" เย้! ถ่ายรูปสักหน่อยดีกว่า แต่ท่านจะไม่เห็นผมในรูปหรอก เพราะนั่งหอบอยู่ข้างหลัง 555555
จากนี้เป็นเรื่องของการลงเขา ลงเขานี่แทบจะวิ่งลงเลยครับ แค่เราเบรคดีๆ ไม่ต้องใช้แรงมากมายเหมือนกับตอนขึ้นเขา เหมือนชีวิตเราอาจจะเจออุปสรรคมากมายแต่เมื่อผ่านมันได้ก็จะสบายแล้วครับ เราลงถึงจุดหนึ่งครูฝึกสั่งให้หยุดเดินแล้วรวมกลุ่มกันไว้ ท่านบอก "วันนี้จะมีการแสดงการโรยตัวจากหน้าผาของนักเรียนนายร้อย ใครอยากดูบ้าง?" พวกผมนี่รีบยกมือเลย ดีใจว่าจะได้ดูของจริงๆแล้ว เมื่อก่อนแค่ดูแต่ในหนัง
จากนี้เป็นเรื่องของการลงเขา ลงเขานี่แทบจะวิ่งลงเลยครับ แค่เราเบรคดีๆ ไม่ต้องใช้แรงมากมายเหมือนกับตอนขึ้นเขา เหมือนชีวิตเราอาจจะเจออุปสรรคมากมายแต่เมื่อผ่านมันได้ก็จะสบายแล้วครับ เราลงถึงจุดหนึ่งครูฝึกสั่งให้หยุดเดินแล้วรวมกลุ่มกันไว้ ท่านบอก "วันนี้จะมีการแสดงการโรยตัวจากหน้าผาของนักเรียนนายร้อย ใครอยากดูบ้าง?" พวกผมนี่รีบยกมือเลย ดีใจว่าจะได้ดูของจริงๆแล้ว เมื่อก่อนแค่ดูแต่ในหนัง
สักพักครูฝึกประกาศว่า "ต่อไปนี้เป็นการแสดงการโรยตัว ให้มองบนยอดหน้าผา อ้าว! ขอเสียงปรบมือหน่อย" พวเราปรบมือรั่วๆ แป๊ะๆๆๆๆๆ ทันใดนั้นมีพี่ทหารวิ่งถอดเสื้อออกมาจากข้างต้นไม้ ในมือถือกระป๋องแป้ง แล้วภาพอันสยอดสยองก็เกิดขึ้น เมื่อพี่ทหารเอาแป้งที่ถือมาโรยตัวเองจนขาวทั้งตัว เสียงปรบมือหายไป กลายเป็นเสียงโห่ทันที555555 ดูการแสดงเสร็จเราก็เดินลงเขากันต่อ มาถึงพื้นราบก็หัวค่ำแล้ว ครูฝึกให้กินข้าวเย็นแล้วประกาศว่าเราจะนอนข้างแรมกันที่นี่ หนึ่งเต็นท์นอนได้สองคนให้จับคู่กันเอง ผมดูนาฬิกา เอ...มันเพิ่งสองทุ่มเองจะให้รีบนอนทำไมเนี่ย? แต่ก็ชั่งเถอะนอนเอาแรงดีกว่าเหนื่อยมาทั้งวัน ครูฝึกสั่งว่าใครยังไม่ยอมนอนเดี๋ยวจะให้มาออกกำลังกายจะได้อยากนอน ผมรีบหลับตาเลยครับ บิ๊วให้หลับจนเริ่มเคลิ้มๆ....................ตูมมมมมมม! เสียงระเบิดดังขึ้น
ครูฝึกประกาศออกโทรโข่งว่า "ต่อไปนี้เป็นการฝึกสถานการณ์ฉุกเฉิน ขอให้ธรรมทายาททุกคนหนีกลับฐานให้ได้ ครูจะให้เวลายี่สิบวินาทีในการออกจากบริเวณนี้ ถ้าใครถูกครูจับได้จะต้องจ่ายค่าไถ่ตัวเป็นเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น" พวกผมรีบออกมาจากเต็นท์เก็บข้าวของโดยไว จากนั้นรวมหมู่กันวิ่งกระโจนหลบเข้าไปในป่าหญ้าซึ่งสูงท่วมหัว เป็นหญ้าแห้งๆคันๆ พวกผมเข้าไปปรึกษากันว่าเราจะไปทางทิศไหนดีเพราะนี่มันมืดแล้วไม่รู้ว่าฐานอยู่ที่ไหน เพื่อนคนหนึ่งเสนอว่าเราควรไปตรงที่ที่มีแสงไฟสว่างที่สุด น่าจะเป็นทางไปถนนใหญ่ที่จะพาเราไปฐานได้ ทุกคนเห็นด้วยจึงพากันเดินไปทางทิศที่กำหนดไว้ เดินไปอย่างเงียบๆเพราะกลัวจะมีพี่เลี้ยงทหารดักอยู่ข้างหน้า พวกเราออกมาจนสุดป่าหญ้าเห็นถนนแล้วแต่ยังไม่กล้าข้ามกลัวมีพี่เลี้ยงทหารดักอยู่ เลยหมอบสังเกตการณ์ไปก่อน สักพักมีรถกระบะเปิดไฟแวบๆ มีเสียงประกาศจากครูฝึกว่า "กิจกรรมจบแล้ว ขอให้ธรรมทายาททุกคนออกไปรวมกันที่ฐาน" พวกผมบางคนบอกนี่อาจเป็นแผนหลอกเราก็ได้ งั้นรอให้รถกระบะเลยออกไปก่อนล่ะกัน พอได้จังหวะพวกเราก็วิ่งๆข้ามถนนมุ่งหน้าสู่ฐาน กลุ่มผมมาถึงก็กลุ่มเกือบท้ายๆ มีเพื่อนส่วนใหญ่นั่งรออยู่แล้ว เราก็ไปนั่งรวมกับเพื่อน เราได้พูดถึงวิธีการหลบหนีว่าแต่ละกลุ่มไปอย่างไรเจออะไรบ้าง มาตอนนี้เราสนิทกันมากขึ้นแม้จะมาจากต่างสถาบันกัน แต่เราคุยด้วยกันได้หัวเราะด้วยกันได้ คืนนั้นผมหลับเป็นตายเลยนะครับ55555 ZZZZZ
เข้าสู่วันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กันในอาณาเขตของโรงเรียนนายร้อยแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปวัดพระธรรมกาย วันนี้ผมเลยตั้งใจจะรักษาศีลแปดจะได้เตรียมกายวาจาใจให้พร้อมสู่การเป็นพระแท้ ช่วงกินข้าวเย็นครูฝึกจะถามว่าใครถือศีลแปดให้ออกมา ครูเตรียมโอวันตินเอาไว้ให้ ผมจึงลุกขึ้นยืนและมีเพื่อนอีกประมาณสามสิบคนลุกขึ้นด้วย ผมนั่งทบทวนศีลแปดพร้อมกับซดโอวันตินไปด้วย จ๊อกกกกก! เสียงท้องมันร้อง หิวข้าวจังเลยยยง่ะTT
ช่วงคืนสุดท้ายของการอยู่ที่นี่ครูฝึกจัดกิจกรรมรอบกองไฟให้ครับ มีซูลูพ้นไฟ มีรำวง แสดงละคร และมินิคอนเสิร์ต ช่วงคอนเสิร์ตก็เป็นพี่ๆทหารนี่แหละครับ กลอง กีต้าร์ เบส นักร้องครบเลย พอขึ้นท่อนโซโล่ แอ๊ดๆๆๆๆๆแอดดดดดด พี่ทหารบอก "อ้าว! ธรรมทายาทลุกขึ้นมาเต้น วู้วววววววว" เกือบสามร้อยชีวิตกระโดดทันที รวมทั้งผมด้วย ฝุ่นนี่ลอยแดงทั้งสนาม ผม ผม ลืม ไป ว่า วันนี้ผมศีล แปดดดดดดดดดดดด! บัดซบจริงๆเลย(เสียงหล่อ) เดี๋ยวค่อยไปสมาทานใหม่ละกัน วู้ๆๆๆ 5555555
เช้าวันกลับวัดพระธรรมกาย เราใส่เสื้อขาวสะอาด ทำพิธีปิดถ่ายรูปหมู่ มาตอนนี้ผมสามารถเดินทักทายเพื่อนได้ทุกคน พวกเราไม่แบ่งแยกกันอีแล้วว่ามาจากสถาบันไหน พวกเราทุกคน คือ ธรรมทายาท ที่จะเป็นพระแท้ที่โลกต้องการ เป็นพระลูกชายที่ดีให้กับโยมพ่อโยมแม่ ผมเข้าใจแล้วครับว่าทำไมการบวชที่วัดพระธรรมกายต้องมีภาคสนาม "เพราะวินัยทางโลกหากยังทำได้ไม่ดีพอ วินัยทางธรรมก็ยากที่จะดีได้..." ผมขอขอบพระคุณครูฝึก พี่ทหาร พี่ staff และที่สำคัญขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยด้วยครับ ที่มอบโครงการดีๆให้กับวัยรุ่นอย่างพวกเรา...โปรดติดตามตอนต่อไป
ครูฝึกประกาศออกโทรโข่งว่า "ต่อไปนี้เป็นการฝึกสถานการณ์ฉุกเฉิน ขอให้ธรรมทายาททุกคนหนีกลับฐานให้ได้ ครูจะให้เวลายี่สิบวินาทีในการออกจากบริเวณนี้ ถ้าใครถูกครูจับได้จะต้องจ่ายค่าไถ่ตัวเป็นเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น" พวกผมรีบออกมาจากเต็นท์เก็บข้าวของโดยไว จากนั้นรวมหมู่กันวิ่งกระโจนหลบเข้าไปในป่าหญ้าซึ่งสูงท่วมหัว เป็นหญ้าแห้งๆคันๆ พวกผมเข้าไปปรึกษากันว่าเราจะไปทางทิศไหนดีเพราะนี่มันมืดแล้วไม่รู้ว่าฐานอยู่ที่ไหน เพื่อนคนหนึ่งเสนอว่าเราควรไปตรงที่ที่มีแสงไฟสว่างที่สุด น่าจะเป็นทางไปถนนใหญ่ที่จะพาเราไปฐานได้ ทุกคนเห็นด้วยจึงพากันเดินไปทางทิศที่กำหนดไว้ เดินไปอย่างเงียบๆเพราะกลัวจะมีพี่เลี้ยงทหารดักอยู่ข้างหน้า พวกเราออกมาจนสุดป่าหญ้าเห็นถนนแล้วแต่ยังไม่กล้าข้ามกลัวมีพี่เลี้ยงทหารดักอยู่ เลยหมอบสังเกตการณ์ไปก่อน สักพักมีรถกระบะเปิดไฟแวบๆ มีเสียงประกาศจากครูฝึกว่า "กิจกรรมจบแล้ว ขอให้ธรรมทายาททุกคนออกไปรวมกันที่ฐาน" พวกผมบางคนบอกนี่อาจเป็นแผนหลอกเราก็ได้ งั้นรอให้รถกระบะเลยออกไปก่อนล่ะกัน พอได้จังหวะพวกเราก็วิ่งๆข้ามถนนมุ่งหน้าสู่ฐาน กลุ่มผมมาถึงก็กลุ่มเกือบท้ายๆ มีเพื่อนส่วนใหญ่นั่งรออยู่แล้ว เราก็ไปนั่งรวมกับเพื่อน เราได้พูดถึงวิธีการหลบหนีว่าแต่ละกลุ่มไปอย่างไรเจออะไรบ้าง มาตอนนี้เราสนิทกันมากขึ้นแม้จะมาจากต่างสถาบันกัน แต่เราคุยด้วยกันได้หัวเราะด้วยกันได้ คืนนั้นผมหลับเป็นตายเลยนะครับ55555 ZZZZZ
เข้าสู่วันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กันในอาณาเขตของโรงเรียนนายร้อยแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปวัดพระธรรมกาย วันนี้ผมเลยตั้งใจจะรักษาศีลแปดจะได้เตรียมกายวาจาใจให้พร้อมสู่การเป็นพระแท้ ช่วงกินข้าวเย็นครูฝึกจะถามว่าใครถือศีลแปดให้ออกมา ครูเตรียมโอวันตินเอาไว้ให้ ผมจึงลุกขึ้นยืนและมีเพื่อนอีกประมาณสามสิบคนลุกขึ้นด้วย ผมนั่งทบทวนศีลแปดพร้อมกับซดโอวันตินไปด้วย จ๊อกกกกก! เสียงท้องมันร้อง หิวข้าวจังเลยยยง่ะTT
ช่วงคืนสุดท้ายของการอยู่ที่นี่ครูฝึกจัดกิจกรรมรอบกองไฟให้ครับ มีซูลูพ้นไฟ มีรำวง แสดงละคร และมินิคอนเสิร์ต ช่วงคอนเสิร์ตก็เป็นพี่ๆทหารนี่แหละครับ กลอง กีต้าร์ เบส นักร้องครบเลย พอขึ้นท่อนโซโล่ แอ๊ดๆๆๆๆๆแอดดดดดด พี่ทหารบอก "อ้าว! ธรรมทายาทลุกขึ้นมาเต้น วู้วววววววว" เกือบสามร้อยชีวิตกระโดดทันที รวมทั้งผมด้วย ฝุ่นนี่ลอยแดงทั้งสนาม ผม ผม ลืม ไป ว่า วันนี้ผมศีล แปดดดดดดดดดดดด! บัดซบจริงๆเลย(เสียงหล่อ) เดี๋ยวค่อยไปสมาทานใหม่ละกัน วู้ๆๆๆ 5555555
นั่งนึกๆแล้วเอามาเล่าโดย
หลวงพี่ฮอน














