วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
เปลี่ยน...สิครัช!
วันคล้ายวันเกิดผ่านไปแล้วสองวัน มีผู้คนมิตรสหายมามุทิตายินดี วันนี้หลายคนนึกถึงเรา แต่เราดันนึกถึงพ่อแม่ พ่อแม่ที่ให้เราเกิด พ่อแม่ที่เลี้ยงเราส่งเสียเราเรียนจนจบปริญญา ผมนึกถึงความตายของตัวผมเองที่มันกำลังมาถึงในไม่ช้า ก็ไม่น่าเกินร้อยปีหรอก ผมนึกถึงเรื่องราวในอดีตมากมายทั้งเรื่องดีๆ ที่เรานึกจนเรายิ้มได้คนเดียว ผมนึกถึงเรื่องเศร้าๆ ในชีวิตที่พบเจอ และเรื่องต่างๆ ที่ผมไม่เข้าใจ บางเรื่องก็มาเข้าใจทีหลัง บางเรื่องก็ยังคงเป็นความไม่เข้าใจต่อไป แต่เรื่องแย่ๆ เราจะกลับไปนึกถึงทำไมเนอะ ขับรถตกหลุมไปแล้ว เราจะยังถอยไปตกหลุมเดิมๆซ้ำทำไม เราควรไปข้างหน้าสิ เพราะเรารู้เป้าหมายชีวิตรู้เป้าหมายของการเกิดมาแล้ว เรามีพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีหลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย ที่นำเราสร้างบารมีอย่างไม่มีถอยหลัง เราต้องไปต่อไปให้ได้ไปให้เร็ว ต้องแข่งกับเวลากับความตาย วันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของเรา ท่านอาจได้อ่านบทความนี้เป็นครั้งสุดท้าย ผมอาจจะไม่ตื่นในวันพรุ่งนี้หรือท่านเองนั้นแหละที่ไม่ตื่น เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาทในการใช้ชีวิตเลยนะครับ สวยหล่อความแข็งแรงมันไม่อยู่กับเราไปตลอดหรอกครับ ความดีสิจะอยู่คงนิรันด์
ขอบคุณสำหรับการอ่านบทความนี้ อาจเหมือนบ่นๆ555 แต่ออกมาจากใจล้วนๆ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ ขอบใจโยมพี่โยมน้องที่มามุทิตา และหวังว่าพรอันประเสริฐที่มอบถวายมาจะส่งผลกับทุกท่านด้วยเช่นกัน
ฉันของขมแล้วนำมาเล่า
หลวงพี่ฮอน
28 ก.ค. 59
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ใครขวัญอ่อนไม่ควรอ่านเรื่องนี้
เมื่อคืนฝนตกพร่ำๆ ทั้งคืนอากาศเย็นสบาย หลายท่านคงจะหลับในอู่แห่งทะเลบุญกันอย่างมีความสุข ว่าด้วยเรื่องนอนตอนฝนตกคงไม่มีครั้งไหนที่ผมจำได้ดีเท่าที่ไปธุดงค์อันเชิญพระบรมธาตุไปหนองคาย จำได้ว่าช่วงงานฝนตกหนัก จบงานกลับมาจำวัดที่เต็นท์ โอ้!..น้ำเข้าไปครึ่งเต็นท์ ที่อื่นก็ไม่มีแล้วที่แห้งๆ ก็เลยตัดสินใจนอนแช่น้ำนั้นแหละเย็นดี 5555 ปลื้มๆ
เรื่องปลื้มๆ พวกเรานักสร้างบารมีคงมีด้วยกันหลายต่อหลายเรื่อง วันนี้ผมมีเรื่องปลื้มๆ แบบพิศดารมาเล่าให้ฟังครับ แต่ขอเตือนก่อนนะครับว่า ใครขวัญอ่อนไม่ควรอ่านเรื่องนี้นะครับ หุๆ
กิจวัตรที่ชมรมพุทธเราก็จะมีทำวัตรเช้าตอนเจ็ดโมงเช้า ทำวัตรเย็นตอนหกโมงเย็น เด็กชมรมพุทธจะทำทุกวันเลยครับ ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกเราไม่เคยขาด จำได้ว่าตอนปีหนึ่งเพิ่งเริ่มเข้าชมรมพุทธใหม่ๆยังสวดอะไรกับเขาไม่ค่อยได้ ก็เลยสวดตามๆพี่เขาไป สวดทุกวันผ่านมาหนึ่งเดือนปรากฏว่ามันจำบทสวดมนต์ได้หมดเลย ตอนปั่นจักรยานมาชมรมพุทธแต่ก่อนจะร้องเพลงวัยรุ่นๆ แต่พอจำบทสวดมนต์ได้ก็เปลื่ยนมาปั่นไปสวดไปแทน อินจนขนาดที่ว่ามีวิชาเลือกตัวหนึ่ง อาจารย์ให้ออกไปแสดงความสามารถพิเศษของแต่ละคน ผมเลือกโชว์การสวดมนต์ "โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ..." โอ้โห! ในห้องเรียนแทบจะก้มกราบ 55555
ทำวัตรเช้าแม้เราจะสวดตอนเจ็ดโมง แต่ผมก็จะมาก่อนมาพร้อมกับคณะกรรมการชมรมเนี่ยละครับ มากวาดถูพื้นปูอาสนะ เอาเป็นว่าเจ็ดโมงตรงน้องปีหนึ่งมาก็พร้อมสวดกันเลย ห้องชมรมก็สะอาดใจก็สะอาด มันดีจริงๆนะครับว่าไหม แต่เหตุการณ์ที่ผมจะเล่ามันอยู่ในช่วงปิดเทอมครับ สมาชิกทั้งพี่ทั้งน้องชมรมต่างกลับบ้านไปหมด เหลืออยู่มหาลัยก็ไม่กี่คน ไม่กี่คนในนั้นก็มีผมเนี่ยล่ะหนึ่ง แม้สมาชิกน้อยแต่เราก็จัดสวดมนต์เหมือนเดิม วันนั้นผมปั่นจักรยานมาชมรมคนเดียว เปิดประตูเข้าไปในชมรม มองหลังชมรมหน้าชมรมก็ยังไม่เจอสมาชิกที่จะมาสวดมนต์ ผมก็คิดว่าเดี๋ยวคงมามั้ง แต่อาจไม่กี่คนเพราะกลับบ้านไปหมด
ชมรมพุทธเป็นอาคารชั้นเดียวทรงเกือกม้า ห้องชมรมพุทธจะมีสามห้อง คือ ห้องธุรการ ห้องปฏิบัติธรรม และห้องเก็บของ ชมรมพุทธเราจะอยู่หัวเกือกม้าเลย ถัดไปทางซ้ายเป็นชมรมอาสาฯ และชมรมคริสฯ ทางขวาเราติดกับชมรมอิสลาม เช้าๆแบบนี้มีแค่ชมรมพุทธเนี่ยแหละที่เปิด กลายเป็นว่าทั้งอาคารเกือกม้าผมอยู่คนเดียว ณ จุดๆนี้
อะ...ลุยเลยละกัน ไปหยิบไม้กวาดมากวาด กวาดเสร็จก็ถูๆ พอพื้นแห้งก็ปูอาสนะ อาสนะที่ชมรมจะเก่าๆ บางๆ สีเลือดหมูของฝ่ายชาย สีน้ำเงินของฝ่ายหญิง บางอันถึงกับไส้ปิ่น ฝั่งซ้ายเป็นของฝ่ายหญิงจะปูแถวตอนสี่ ฝั่งขวาของผู้ชายจะปูแถวตอนสาม เพราะผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย ปูๆ ได้เกือบยี่สิบที่นั่ง จากนั้นก็วางหนังสือสวดมนต์กับผ้าคลุมเข่าของฝ่ายหญิง
เจ็ดโมงแล้วยังไม่มีใครมาเลย ผมก็เริ่มสวดเลย ก่อนสวดจะมีบทเกริ่นก่อนว่า "พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวเราทั้งหลาย...." สวดไปก่อนเดี๋ยวน้องมาคงมาสวดด้วยกัน ผมสวดไปจนถึงบทธัมมา จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงใสๆ สวดไปพร้อมผม ผมนึกในใจว่า "ก็ยังดีนะ อย่างน้อยวันนี้มีคนสวดมนต์ตั้งสองคน" แต่เสียงน้องผู้หญิงคนนี้ไม่คุ้นเลย เธอสวดได้ถูกทำนองมากพอๆกับพี่ชมรมเลย เสียงก็ใสๆกังวาลเหลือเกิน ตอนสวดผมก็ยังไม่ได้หันไปมองหรอกครับ เพราะกำลังหลับตาจดศูนย์กลางกายอยู่ สวดจนจบผมก็นำเธอกราบพระสามที และเป็นธรรมเนียมที่ผู้นำสวดจะหันไปอนุโมทนาบุญกับทุกคนที่มาสวดมนต์ทำวัตร ผมก็หันไปพร้อมกับพูดว่า "ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ" เฮ้อ!...อาสนะโล่ง ไม่มีใครในห้องปฏิบัติธรรมเลย ขนแขนลุกเลยครับ ไม่เชื่อลองฟังเสียงนี้ดู
จังหวะนั้นในหัวมันก็นึกถึงเรื่องเล่าในอดีตที่พี่ชมรมเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับผู้หญิงชุดขาวผมยาว เกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ ชมรมพุทธ บรื๋อออ.... แต่ๆ ด้วยความที่เราอบรมธรรมทายาทมาแล้ว และเป็นศิษย์มีครูด้วย ผมจึงคิดได้ว่าผีที่สามารถสวดมนต์ทำวัตรเช้าจนจบได้เนี่ย ควรจะเป็นผีแบบไหนกัน มันต้องแบบนี้ครับ คลิกดู...
ต้องนางฟ้าสิครัช! แต่อาจเป็นภูมมเทพธิดาหรือรุกขเทพธิดา ไม่ใช่ผงใช่ผีหรอก 5555 (คิดบวกไว้ก่อน) อย่าว่ากระนั้นเลยหิวข้าวละ รีบเก็บอาสนงอาสนะปิดห้องไปกินข้าวดีกว่า(เก็บไวมากกก)
เรื่องลี้ลับชีวิตเราอาจจะเจอมากน้อยต่างกัน และส่วนใหญ่เมื่อเจอแล้วจะเกิดความหวาดกลัว แต่เรื่องที่เหมือนลี้ลับแต่ไม่ลับลี้ คือ เรื่องของการปฏิบัติธรรม โดยนำใจของเรามาหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เราจะเจอกับความบริสุทธิ์ ความสุข และเจอกับผู้รู้ภายใน ผู้ที่จะนำเราสู่ความรู้อันยิ่งใหญ่ นำไปสู่ความสุขอันเป็นนิรันด์ ขอให้ทุกคนนั่งสมาธิกันเยอะๆ นะครับ ^_^
ขนลุกแล้วนำมาเล่าโดย
หลวงพี่ฮอน
วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
โยมไหว้สามทิศ
โยมไหว้สามทิศ
เช้าๆ อากาศดีอย่างนี้เราควรจะไปไหน สำหรับพระอย่างเราเลือกที่จะไปสั่งสมบุญด้วยการบูชามหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ ช่วงนี้ทั้งพรรษาท่านจะได้ยินเสียงสวดธัมมจักรฯหน้าเจดีย์ตลอด ๒๔ น. เพราะสมาชิกทั้งเขตนอกเขตในของวัดพระธรรมกายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสวดบทนี้กัน ส่วนรอบผมดึกๆคืนนี้ครับ ตี ห นึ่ ง TT ปลื้มสิรอEYunG บุญพิเศษอย่างนี้จะพลาดได้ไงฮับ แต่ตอนนี้ของบูชาเจดีย์ก่อนละกัน
ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้าตั้งใจบูชามหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ ขอให้ข้าพเจ้า..........(อธิฐานทำปากขมุบขมิบ)
จากนั้นมหกรรมเดินมาราธอนจึงเริ่มขึ้น ผมต้องเดินไปชมรมพุทธน่าจะกิโลก่าๆ ที่จริงผมเนี่ยอยากวิ่งนะ จะไปถึงเร็วๆ แต่พระวิ่งคงไม่งามแน่เลย อิๆ เดินไปทำสมาธิไปสัมมาอะระหังไปใจเป็นสุขดีครับ ระหว่างเดินสายตาก็ก้มมองพื้นไปด้วย มองหาเพชรพลอยวงเล็บขยะ วัดพระธรรมกายมีคนใหม่ๆมาเสมอ ก็อาจมีบ้างที่เผลอทิ้งขยะลงพื้น หรือบางทีลมอาจพัดขยะออกจากถัง หรือๆพวกเราคนวัดนี่แหละพลาดไป เช่น เวลาดื่มปานะกล่องมักจะทำถุงหลอดหลุดลงพื้นโดยที่ไม่รู้ตัว ที่จริงมันมีวิธีเอาหลอดออกโดยที่ถุงหลอดยังติดอยู่กับกล่องอยู่นะ ไว้มีโยมใจบุญมาถวายปานะ เดี๋ยวจะถ่ายภาพการแกะหลอดให้ดู อิๆ เอาล่ะ! ไม่ว่าขยะจะมาด้วยเหตุใด ผมจะเดินเก็บให้หมดเลยครับ นี่ไงผลงานผมมมมม!
ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้าตั้งใจบูชามหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ ขอให้ข้าพเจ้า..........(อธิฐานทำปากขมุบขมิบ)
จากนั้นมหกรรมเดินมาราธอนจึงเริ่มขึ้น ผมต้องเดินไปชมรมพุทธน่าจะกิโลก่าๆ ที่จริงผมเนี่ยอยากวิ่งนะ จะไปถึงเร็วๆ แต่พระวิ่งคงไม่งามแน่เลย อิๆ เดินไปทำสมาธิไปสัมมาอะระหังไปใจเป็นสุขดีครับ ระหว่างเดินสายตาก็ก้มมองพื้นไปด้วย มองหาเพชรพลอยวงเล็บขยะ วัดพระธรรมกายมีคนใหม่ๆมาเสมอ ก็อาจมีบ้างที่เผลอทิ้งขยะลงพื้น หรือบางทีลมอาจพัดขยะออกจากถัง หรือๆพวกเราคนวัดนี่แหละพลาดไป เช่น เวลาดื่มปานะกล่องมักจะทำถุงหลอดหลุดลงพื้นโดยที่ไม่รู้ตัว ที่จริงมันมีวิธีเอาหลอดออกโดยที่ถุงหลอดยังติดอยู่กับกล่องอยู่นะ ไว้มีโยมใจบุญมาถวายปานะ เดี๋ยวจะถ่ายภาพการแกะหลอดให้ดู อิๆ เอาล่ะ! ไม่ว่าขยะจะมาด้วยเหตุใด ผมจะเดินเก็บให้หมดเลยครับ นี่ไงผลงานผมมมมม!
เจ๋งไหมครับ 55555 ที่มากมายขนาดนี้เพราะหาถังขยะยังไม่เจอ มาเจอถังแรกตรงใกล้ๆแยกที่จะไปรัตนเวชนั้นแหละ ทิ้งลงถังซะ มือเปรอะนิดหน่อยเดี๋ยวไปล้างเอา
ผมเดินอารมณ์สบายๆ มาถึงข้างวิหารหลวงปู่ ช่วงนั้นเองผมเห็นป้าคนหนึ่งแก่ขี่จักรยานแบบพับได้ ข้ามมาตรงสามแยกสื่อสารองค์กรมาฝั่งวิหารหลวงปู่ ป้าจอดจักรยาน ป้าถอดรองเท้า ป้าหันหน้าไปที่วิหารหลวงปู่ ป้าไหว้แล้วก็ทำปากขมุบขมิบ จากนั้นป้าหันขวาแบบทหารไปทางทิศเหนือ ป้าไหว้แล้วทำปากขมุบขมิบ และสุดท้ายป้ากึ่งขวาหันแล้วก็ไหว้ต่อด้วยทำปากขมุบขมิบ พอจบป้าใส่รองเท้าขึ้นจักรยานแล้วปั่นไปทางเจดีย์ พระธรรมดาอย่างผมก็ลองมโนดูว่าป้าทำอะไรกันนะ อ่อม.....ป้าไหว้หลวงปู่ในวิหารหลวงปู่ ทิศเหนือมีมหาธรรมกายเจดีย์ ป้าไหว้เจดีย์แน่เลย แล้วๆ กึ่งขวาหันล่ะ อืม.....อ้อ! ทิศ ๑๙๖ ไร่ มีโบสถ์ พระประธาน วิหารยาย น่าจะใช่นะ
โห!....ป้าเอาบุญบูชาบุคคลที่ควรบูชาจนคุ้มเลย อนุโมทนากับโยมป้านะครับ สาธุๆๆ เรื่องนี้ผมเลยนึกถึงเรื่องไหว้ทิศในสมัยพุทธกาลได้เรื่องของ "บุตรเศรษฐีชื่อ สิงคาลกะ" ที่พ่อก่อนตายสั่งให้ไหว้ทิศทั้งหก สิคาลกะก็ทำตามคำพ่อสั่งทุกๆวัน จนวันหนึ่งมาเจอพระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสเฉลยเรื่องทิศทั้งหกที่แท้จริงว่า
.....ทิศตะวันออก (ทิศบูรพา) อยู่ข้างหน้า ได้แก่มารดา บิดา
.....ทิศตะวันตก (ทิศปัจฉิม) อยู่ด้านหลัง ได้แก่บุตร ภรรยา
.....ทิศเบื้องล่าง ได้แก่บ่าวไพร่
.....ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) อยู่ขวามือ ได้แก่ ครูอาจารย์
.....ทิศเหนือ (ทิศอุดร) อยู่ซ้ายมือ ได้แก่ มิตร อำมาตย์
.....ทิศเบื้องบน ได้แก่สมณพราหมณ์
.....ทิศตะวันตก (ทิศปัจฉิม) อยู่ด้านหลัง ได้แก่บุตร ภรรยา
.....ทิศเบื้องล่าง ได้แก่บ่าวไพร่
.....ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) อยู่ขวามือ ได้แก่ ครูอาจารย์
.....ทิศเหนือ (ทิศอุดร) อยู่ซ้ายมือ ได้แก่ มิตร อำมาตย์
.....ทิศเบื้องบน ได้แก่สมณพราหมณ์
.....คนที่จะทำการไหว้ทิศทั้ง ๖ ให้ได้รับผลดี
ต้องเว้นจากการงานที่เศร้าหมอง ๔ อย่าง(ศีลสี่ข้อแรก) จากอคติ ๔ อย่าง
เว้นจากทางที่ทำให้เกิดความเสื่อม ๖ อย่างเสียก่อนแล้วจึงควรทำการไหว้
และข้อปฏิบัติกับทิศทั้งหก(หาอ่านเองนะครับ) พระบรมศาสดาแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องทิศทั้ง ๖ จบแล้ว
ตรัสว่าถ้าใครไหว้ด้วยการปฏิบัติดังนี้อยู่เป็นประจำ
ย่อมสามารถสกัดกั้นอันตรายอันจะมีมากจากทิศเหล่านั้น
.....สิงคาลกมานพฟังแล้วเลื่อมใสศรัทธา กล่าวคำสรรเสริญแล้ว แสดงตนเป็นอุบาสกขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะตลอดชีวิต นับแต่นั้นมา
.....สิงคาลกมานพฟังแล้วเลื่อมใสศรัทธา กล่าวคำสรรเสริญแล้ว แสดงตนเป็นอุบาสกขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะตลอดชีวิต นับแต่นั้นมา
ท้ายสุดนี้ผมคิดว่าป้าคงไม่ได้ไหว้แค่สามทิศหลอก ป้าไหว้ทั้งสี่ทิศแน่เลย ทิศสุดท้ายก็คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดเนี่ยแหละครับ ไหว้โดยการหมั่นเอาใจไปหยุดนิ่งกับองค์พระกับดวงภายในบ่อย โดยอาศัยสามทิศแรกเพื่อน้อมจิตน้อมใจให้เข้ามาสู่ทิศที่สี่ โห!...ลงท้ายเป็นอรรถเป็นธรรมเนอะ 5555 ขอเจริญพร
เดินมาราธอนแล้วมาเล่าโดย
หลวงพี่ฮอน
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
จริงของเอ็ง
จริงของเอง
พระหนุ่มจะไปสวดมนต์ที่โบสถ์ ระหว่างทางเห็นหอยทากตรงทางเดินหลายร้อยตัว พระหนุ่มสงสารหอยทากกลัวว่ามันจะโดนเหยียบ จึงเดินกลับไปเอาถังมาเก็บหอยทากแล้วนำไปปล่อยที่ข้างสวนผักข้างนอกวัด รุ่งขึ้นอีกวันชาวบ้านหลายสิบคนพากันมาที่วัด มาร้องเรียนปัญหากับหลวงพ่อเจ้าอาวาส ปัญหานั้นก็คือผักในไร่ที่ชาวบ้านปลูกไว้ถูกหอยทากกัดกินเสียหายเป็นจำนวนมาก และชาวบ้านก็เห็นด้วยว่าพระหนุ่มที่วัดนี้เป็นคนนำหอยทากไปปล่อยใกล้ๆ สวนผัก หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ฟังดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า "เออ!...จริงของเอ็ง" พระหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงรีบแย้งทันทีว่า ถ้าผมไม่ช่วยหอยทาก หอยทากก็อาจจะโดนเหยียบตายได้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินพระหนุ่มชี้แจงดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า "เออ!...จริงของเอ็ง" สามเณรที่ช่วยพัดให้หลวงพ่อหยุดพัดแล้วกราบเรียนหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับ มันจะมีฝ่ายถูกสองฝ่ายได้อย่างไรครับ มันต้องมีฝ่ายหนึ่งถูกฝ่ายหนึ่งผิด หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินสามเณรบอกดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า "เออ!...จริงของเอ็ง" สามเณรที่อยู่ในครัวกำลังต้มน้ำอยู่ในครัวได้ยินการสนทนาทั้งหมดจึงเดินเข้ามากราบหลวงพ่อเจ้าอาวาสแล้วพูดว่า หลวงพ่อครับ ผมเนี่ยนับถือหลวงพ่อมาตลอด ทำไมเรื่องแค่นี้หลวงพ่อจึงตัดสินไม่ได้ครับ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินสามเณรบอกดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า "เออ!...จริงของเอ็ง" หลังจากนั้นทั้งชาวบ้านพระหนุ่มและสามเณรสองรูปได้โต้เถียงกันไปมา จังหวะนั้นหลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ลุกออกไปข้างนอก แล้วเดินกลับมาใหม่พร้อมจอบ แล้วท่านพูดกับทุกคนว่า "พวกเราไปช่วยชาวบ้านปลูกผักกัน"
ผมได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ว่าเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้น คนเรามักจะหาว่าใครเป็นคนผิด แต่คนมีปัญญาจะไม่ทำอย่างนั้น คนมีปัญญาจะรีบลงมือแก้ไขปัญหานั้นเสียก่อนเป็นอันดับแรก ไม่มัวมาเสียเวลาหาคนผิดก่อน จริงไหมครับท่าน
อ่านแล้วจำมาเล่าโดย
หลวงพี่ฮอน
พระหนุ่มจะไปสวดมนต์ที่โบสถ์ ระหว่างทางเห็นหอยทากตรงทางเดินหลายร้อยตัว พระหนุ่มสงสารหอยทากกลัวว่ามันจะโดนเหยียบ จึงเดินกลับไปเอาถังมาเก็บหอยทากแล้วนำไปปล่อยที่ข้างสวนผักข้างนอกวัด รุ่งขึ้นอีกวันชาวบ้านหลายสิบคนพากันมาที่วัด มาร้องเรียนปัญหากับหลวงพ่อเจ้าอาวาส ปัญหานั้นก็คือผักในไร่ที่ชาวบ้านปลูกไว้ถูกหอยทากกัดกินเสียหายเป็นจำนวนมาก และชาวบ้านก็เห็นด้วยว่าพระหนุ่มที่วัดนี้เป็นคนนำหอยทากไปปล่อยใกล้ๆ สวนผัก หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ฟังดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า "เออ!...จริงของเอ็ง" พระหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงรีบแย้งทันทีว่า ถ้าผมไม่ช่วยหอยทาก หอยทากก็อาจจะโดนเหยียบตายได้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินพระหนุ่มชี้แจงดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า "เออ!...จริงของเอ็ง" สามเณรที่ช่วยพัดให้หลวงพ่อหยุดพัดแล้วกราบเรียนหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับ มันจะมีฝ่ายถูกสองฝ่ายได้อย่างไรครับ มันต้องมีฝ่ายหนึ่งถูกฝ่ายหนึ่งผิด หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินสามเณรบอกดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า "เออ!...จริงของเอ็ง" สามเณรที่อยู่ในครัวกำลังต้มน้ำอยู่ในครัวได้ยินการสนทนาทั้งหมดจึงเดินเข้ามากราบหลวงพ่อเจ้าอาวาสแล้วพูดว่า หลวงพ่อครับ ผมเนี่ยนับถือหลวงพ่อมาตลอด ทำไมเรื่องแค่นี้หลวงพ่อจึงตัดสินไม่ได้ครับ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินสามเณรบอกดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า "เออ!...จริงของเอ็ง" หลังจากนั้นทั้งชาวบ้านพระหนุ่มและสามเณรสองรูปได้โต้เถียงกันไปมา จังหวะนั้นหลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ลุกออกไปข้างนอก แล้วเดินกลับมาใหม่พร้อมจอบ แล้วท่านพูดกับทุกคนว่า "พวกเราไปช่วยชาวบ้านปลูกผักกัน"
ผมได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ว่าเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้น คนเรามักจะหาว่าใครเป็นคนผิด แต่คนมีปัญญาจะไม่ทำอย่างนั้น คนมีปัญญาจะรีบลงมือแก้ไขปัญหานั้นเสียก่อนเป็นอันดับแรก ไม่มัวมาเสียเวลาหาคนผิดก่อน จริงไหมครับท่าน
อ่านแล้วจำมาเล่าโดย
หลวงพี่ฮอน
วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
เก้าอี้ตัวนั้น
เก้าอี้ตัวนั้น
...อากาศยามบ่ายไม่ร้อนนักส ำหรับมหาลัยที่อยู่ใกล้ทะเล ก็คงด้วยอานิสงส์ลมทะเลกระม ัง แหะๆ เปล่าเลยครับ บนหัวมีพัดลมเพดานสีเขียวเก ่าๆตัวหนึ่ง กำลังหมุนติ้วๆ ทำหน้าที่ให้ความเย็นอยู่ ผมมานั่งๆยืนๆที่ชมรมพุทธได ้ประมาณสองเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ก็มาหมกมุ่นกับหนัง สือธรรมะในตู้เนี่ยล่ะ อ่านแล้วมีความสุข โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวกั บคุณยาย อ่านจบไปสามรอบเป็นอย่างน้อ ย อ่านไป อ่านไป ในใจก็นึกถึงคุณยายไปตามเนื ้อเรื่องในหนังสือเลย อ่านจบแต่ละครั้งก็ก้มกราบค ุณยายที่หน้าปก บางทีก็คิดว่าตัวเองคงบุญน้ อยที่มาไม่ทันเจอคุณยายTT
...ในห้องธุรการของชมรมพุทธ จะมีโต๊ะทำงานอยู่สามโต๊ะ โต๊ะในสุดจะเป็นโต๊ะของพี่ป ระธานชมรม โต๊ะตัวนี้มีความพิเศษ คือ มีเก้าอี้สีน้ำตาลตัวใหญ่ เหมือนๆกับเก้าอี้ท่านผู้บร ิหาร จำได้ว่ามาชมรมพุทธวันแรกๆ ก็ตรงเข้าไปนั่งเลย นั่งโยกๆ หมุนไปหมุนมาอย่างสนุกสนาน พี่ชมรมมาเห็นเข้าเลยโดนดุเ ลย พี่เขาบอกว่า “น้องค่ะ! เก้าอี้ตัวนี้สำหรับพี่ประธ านชมรมพุทธนะค่ะ ถ้าน้องอยากจะนั่งน้องต้องม าเป็นประธานชมรมพุทธนะค่ะ” ผมเลยคิดในใจว่า “ได้ครับพี่ ผมจะต้องเป็นประธานชมรมพุทธ ให้ได้” ทั้งๆที่ยังไม่รู้เรื่องอะไ รเลยว่าการเป็นประธานชมรมพุ ทธนี่ไม่ใช้ง่ายๆนะครับ ก็คิดไปตามประสาเด็กๆ แหะๆ เด็กห้าว!
...วันหนึ่งผมนั่งอ่านหนังส ือธรรมะอย่างสบายใจ พี่ประธานชมรมก็เข้ามาคุยด้ วย พร้อมกับยื่นเอกสารบางอย่าง มาให้ พี่เขาบอกว่าช่วงปิดเทอมซัม เมอร์ที่วัดพระธรรมกายจัดบว ชพระภาคฤดูร้อน ชื่อโครงการธรรมทายาท โครงการนี้มีนิสิตนักศึกษาม าบวชจากทั่วประเทศเลยนะ จากนั้นพี่ประธานก็เล่าอานิ สงส์จากการบวชต่างๆนาๆ ผมก็ไม่สนใจเท่าไหร่เพราะฟั งไม่เข้าใจ อะไร กัลป์ๆ ก็ไม่รู้ แต่ไปสะดุดประโยคสุดท้าย พี่ประธานเขาบอกว่า “เราต้องบวชให้กับพ่อแม่ในข ณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่” ผมได้ยินประโยคนี้ผมจุกในใจ เลย ผมลืมไปเลยว่าพ่อแม่ผมไม่ได ้อยู่กับเราตลอดไป สักวันท่านก็ต้องจากเราไป แล้วเพื่อนสมัยมัธยมบางคนก็ เสียพ่อเสียแม่ไปบ้างแล้ว พี่ประธานชมรมไม่รอช้ารีบยื ่นใบสมัครมาให้พร้อมกับรอยย ิ้มอย่างมีเลสนัย(น้องคนนี้ เสร็จฉันแน่) ผมรับใบสมัครมาแล้วเขียนส่ง ทันที
...นอกจากผมอยากจะบวชให้กับ พ่อแม่แล้ว ก็มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมตัด สินใจคือ ผมอยากเห็นพ่อกับแม่กลับมาน ั่งคู่กันอีกครั้ง ง่ายๆผมเป็นเด็กมีปมว่างั้น 555 เนื่องเพราะพ่อแม่ผมท่านแยก ทางกันตั้งแต่ผมอยู่ประมาณ ป.๓ แล้วเวลาแถวบ้านเขาจัดงานเท ศกาล เช่น งานลอยกระทง เขาก็จะมีโต๊ะจีนให้ในแต่ละ ครอบครัว ตอนนั้นในงานผมมองไปรอบๆงาน เห็นทุกโต๊ะเขามีพ่อแม่ลูก ส่วนโต๊ะเรามีแค่พ่อกับลูกT T แม่เราอยู่ไหนหนอ.... ไม่ได้คำตอบ ไปยิงพลุเล่นดีกว่า 555
...นับตั้งผมส่งใบสมัครบวช เวลาผมทำบุญอะไร ไม่ว่าจะเป็นสวดมนต์ นั่งสมาธิ ใส่บาตร ปล่อยปลา ผมจะอธิฐานจิตว่า “ขออย่าให้ผมตายก่อนเลย ให้ผมได้บวช ให้พ่อกับแม่ได้มางานบวชของ ผม” พี่ชมรมคงจะงงที่เห็นผมนั่ง หลับตาทำปากขมุบขมิบ พี่เขาจะกลัวผมปล่อยของใส่ร ึเปล่าหนอ 555 และพี่ชมรมเนี่ยก็ใจร้ายนะ ชอบมาขู่ผมบ่อยๆ ว่า “ใครบวชได้เนี่ย แสดงว่าคนนั้นมีบุญเยอะ” แต่ทำไมพี่ไม่บอกผมล่ะครับว ่าผมมีบุญเยอะพอไหม ผมกลัวเข้าไปอีกกลัวไม่ได้บ วช กลัวมากเข้ามากเข้า ผมก็เลยเลิกถือศีลห้าเลย... ผมลุยถือศีลแปดเหมือนกับพี่ ๆ ชมรมพุทธ ก็ผมกลัวบุญไม่พอที่จะได้บว ชนี่น่าทำไงได้ ผมถือศีลแปดตั้งแต่ปีหนึ่งเ ทอมหนึ่งนั้นแหละครับ อภิบรมมหาหิวข้าวเย็นมากๆๆๆ เลย เห็นคนกินข้าวเย็นแล้วมันทร มาน หิวววTT
...ชีวิตผมเดินทางมาถึงใกล้ ปิดเทอมสอง ผมก็โทรไปบอกพ่อเรื่องโครงก ารบวชอีกครั้ง แต่มีเรื่องที่ทำให้ผมตกใจเ กิดขึ้น คือ พ่อผมบอกให้เรียนจบก่อนแล้ว ค่อยบวช ผมถอยไม่ได้แล้วครับ ผมรีบปั่นจักรยานมาชมรมพุทธ มาขอยืมสมุดภาพกับซีดีธรรมท ายาท แล้วก็เก็บเสื้อผ้าเดินทางก ลับบ้านทันที ตลอดทางที่นั่งรถกลับบ้านผม กังวลตลอดกลัวไม่ได้บวช พอถึงบ้านรีบเข้าไปคุยกับพ่ อ เปิดสมุดภาพเปิดซีดีให้ท่าน ดู ใช้เวลาประมาณสี่สิบนาที ท่านก็บอก “จะบวชก็บวชสิ” ผมแทบกระโดดด้วยความดีใจ เย้ๆๆๆๆ จะได้บวชแล้วโว้ย
...โครงการธรรมทายาทที่ผมจะ อบรมนั้นเป็นรุ่นที่ ๓๒ คนที่จะอบรมต้องไปสัมภาษณ์ก ับตรวจร่างกายซึ่งจัดที่คณะ วิศวะจุฬาฯ และในวันนั้นมีมินิคอนเสิร์ ตด้วย วู้ๆๆ นักร้องเป็นรุ่นพี่ชมรมพุทธ จากสถาบันอื่น พี่เขาร้องเพลงเกี่ยวกับธรร มทายาทนี่แหละ พี่เขาร้องว่า “บวชเถอะลูกผู้ชายยยย…..” เสียงเหมือนเสกโลโซมาก ถ้าไว้ผมฟูใส่แว่นตาดำใหญ่ๆ จะนึกว่าพี่เสกมาเอง 555 เริ่มต้นของโครงการพวกเราจะ ต้องไปภาคสนามที่โรงเรียนนา ยร้อยสามคืนสี่วัน พี่ชมรมบอกว่าเขาต้องการให้ น้องๆที่มาอบรมมีวินัยพื้นฐ านให้ได้ให้รู้จักกันก่อนใน แต่ละสถาบัน เพราะพระธรรมวินัยตอนเป็นพร ะจะยากกว่าวินัยทางโลกมากนั ก ภาคสนามนี่มันก็สนุกมากๆครั บ มีฝึกระเบียบแถว เกมส์ฐานต่างๆ เดินทางไกล กิจกรรมป่าแตก และรอบกองไฟ จบภาคสนามตัวผมดำเป็นถ่านเล ยทีเดียว 555 ผมรู้จักเพื่อนในสถานบันต่า งๆ ได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆมากมาย เอาเป็นว่าจบภาคสนามครั้งนี ้ผมมีเพื่อนใหม่อีกเกือบสาม ร้อยคน
...หลังจากจบภาคสนามพวกเราก ็นั่งรถจากโรงเรียนนายร้อยม าวัดพระธรรมกาย ที่วัดผมเจอพี่ๆชมรมพุทธมาต ้อนรับ พี่ๆมาคล้องพวงมาลัยแล้วก็เ อาแป้งปะหน้าพวกเรายังกะวัน สงกรานต์ จบกิจกรรมต้อนรับพวกเราก็เด ินแถวตอนเรียงเดียวไปยังสถา นที่ที่เรียกว่าศูนย์ฝึกอบร มธรรมทายาทอาคารแจ่มจันทร์ ไม่รอช้าพระอาจารย์คงกลัวเร าหนีกลับบ้าน ท่านเลยทำพิธีตัดปอยผมและปล งผมเสียเลย พอหัวเหม่งใครเป็นใครจำกันไ ม่ได้เลย มองหาเพื่อนตั้งนานที่แท้นั ่งข้างๆ ต้องฝึกจำรูปทรงหัวเพื่อนแต ่ละคนใหม่ 555 หลังจากปลงผมพระอาจารย์ก็แจ กอุปกรณ์ปักกลด ท่านบอกตลอดระยะเวลาเกือบสอ งเดือน ธรรมทายาททุกต้องนอนในกลด กลดก็คือร่มคันใหญ่ๆมีมุ้งน ั้นแหละครับ พื้นก็มีผ้าพลาสติกกับเสื่อ ปู หมอนก็ไม่มี มีผ้าห่มผืนบางๆให้ บางคืนนอนดิ้นก็จะออกมานอกม ุ้ง ผลคือยุงกัดแดงทั้งตัว กว่าผมจะปรับตัวเรื่องที่หล ับที่นอนก็ได้ใช้เวลาไปหลาย วันเลยทีเดียว
...พระอาจารย์ท่านสอนผมว่า “เราจะต้องฝึกตนจนเราสามารถ ที่จะกราบตัวเองให้ได้ก่อน เพราะว่าเมื่อเราบวชแล้วพ่อ แม่ต้องกราบเท้าเรา ถ้าเราทำตัวไม่ดีมันจะกินแห นงแคลงใจ” คำสอนนี้มีอิทธิพลกับผมมาก ผมตั้งสัจจะในใจกับตัวเองว่ า พระอาจารย์พระพี่เลี้ยงให้ผ มทำอะไร ผมจะทำทุกอย่าง ไม่มีข้ออ้างข้อแม้ทั้งสิ้น แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ที่จะทำได้ ธรรมทายาทต้องถือศีลแปดไปเก ือบเดือนกว่าจะได้บวช และกิจวัตรในแต่ละวันนี่มัน หักดิบชัดๆ ก็ตื่นตีสี่จะไม่ให้เรียกว่ าหักดิบได้อย่างไร เช้ามืดทำวัตรเช้านั่งสมาธิ รับบุญประจำวัน(ที่วัดเรียก งานว่าบุญ) สายฟังธรรมนั่งสมาธิ บ่ายฟังธรรมนั่งสมาธิ เย็นซ้อมคำขานนาค ค่ำทำวัตรเย็นฟังธรรมนั่งสม าธิ กว่าจะนอนก็สี่ทุ่มนั้นแหละ ธรรมทายาททุกคนต้องตรงเวลา โดยเฉพาะตอนเข้าแถว ใครช้าพระพี่เลี้ยงท่านจะมี ยาดีๆขมๆให้กิน ผมไม่เคยกินนะครับ เป็นเด็กดีตรงต่อเวลาตลอด คงมาจากพ่อสอนนั้นแหละ เพราะพ่อผมเป็นทหารเรื่องเว ลานี่เป๊ะ
...ใกล้วันบวชเข้ามาทุกทีทุ กที พระอาจารย์ท่านแจ้งให้ธรรมท ายาททุกคนเขียนไปรษณียบัตรแ จ้งพ่อแม่ แจ้งเรื่องวันบวชกับเลขที่ข อขมา ผมเขียนเสร็จก็เอามายกจบหัว แล้วอธิฐานจิตว่า “หลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย ครับ ช่วยให้พ่อแม่ผมมางานบวชด้ว ยเทอญครับ สาธุๆๆ” เสร็จอธิฐานก็เอาไปส่งพระพี ่เลี้ยง ยิ่งใกล้วันบวชยิ่งตื่นเต้น บางคืนถึงขั้นนอนไม่ค่อยหลั บ กลัวไปรษณียบัตรไปไม่ถึงพ่อ แม่ กลัวท่านไม่ได้มา กลัวท่านมาไม่ถูก กลัวๆๆๆเต็มไปหมด
...และแล้ววันสำคัญที่สุดใน ชีวิตก็มาถึง เช้าวันที่ผมจะได้บวช แต่...ผมก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแ ม่ผมมารึเปล่าTT นาคธรรมยาทจะต้องเข้าไปเตรี ยมตัวในโบสถ์ก่อน ระหว่างนั้นพระอาจารย์ท่านก ็มาเทศน์พระคุณพ่อแม่ซ้ำอีก รอบ ในใจผมสับสนในหลายอารมณ์ ทั้งดีใจที่จะได้บวช ทั้งกังวลว่าพ่อกับแม่จะไม่ มา ทั้งกลัวลืมลำดับพิธีกรรม แต่ผมก็สลัดความสับสนทิ้งซะ เอาใจกลับมาหยุดนิ่ง ภาวนาสัมมาอะระหัง เพื่อให้ กาย วาจา ใจ สะอาดให้มากที่สุด พ่อกับแม่จะได้บุญจากเราอย่ างเต็มที่ พระอาจารย์ท่านบอกว่าพิธีกร รมขอขมาที่จะถึงนี้เป็นพิธี ที่ศักดิ์สิทธิ์ เราจะได้ขออโหสิกรรมในสิ่งไ ม่ดีทั้งหลายที่เราทำกับพ่อ แม่ กับญาติพี่น้อง เพื่อให้เราบริสุทธิ์ก่อนที ่จะเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท ท่านยังบอกอีกว่า “พิธีนี้จะเห็นนาคให้น้ำกัน มากมาย” อืม...ผมคิดในใจว่า ไม่หรอกน่า เราลูกผู้ชาย ไม่มีทางหรอก แค่พิธีขอขมาเอง เพื่อนที่เลขที่ใกล้กันเขาก ็หันมาบอกผมว่าเขาก็ลูกผู้ช าย ไม่มีทางให้น้ำหรอก ลูกผู้ชาย ลูกผู้ชาย เข้มแข็ง โย่ว
...นาคธรรมทายาทยืนตั้งแถวใ นโบสถ์หันหน้าไปที่ประตูเตร ียมพร้อมที่จะลงมาขอขมาผู้ป กครอง โดยจะเดินเป็นสองแถวซ้ายขวา ตัวผมเองอยู่ฝั่งขวา ตอนแรกประตูโบสถ์ยังปิดอยู่ ผู้ปกครองนั่งตามเลขที่ขอขม าที่หน้าโบสถ์ พอเริ่มพิธีประตูโบสถ์ค่อยๆ เปิดออก นาคธรรมทายาทเกือบสามร้อยชี วิตค่อยๆเดินออกมาจากโบสถ์เ ป็นสองแถวคู่กันไปเรื่อยๆ ระหว่างผมเดินผมตื่นเต้นอีก แล้ว พ่อแม่เราจะมาไหมเนี่ย? ถ้าไม่มาจริงๆก็ไม่เป็นไรถื อว่าเราเอาบุญให้ท่านก็แล้ว กัน ผมเดินมาถึงเลขที่ของผมแล้ว หยุดรอฟังสัญญาณฆ้องหันเข้า หาผู้ปกครอง ผมยังไม่กล้าหันไปดูว่าที่น ั่งข้างๆ ใช่พ่อแม่เรารึเปล่า ทันใดนั้นสัญญานฆ้องก็ดังขึ ้น โมงงง! นาคธรรมทายาททุกคนหันหน้าเข ้าหาผู้ปกครองแล้วนั่งลง ผมหันไปเห็นพ่อแม่ของผม พี่ชายน้องชายก็มาด้วย มาทั้งครอบครัวเลย พ่อใส่เสื้อแขนยาวสีขาวกางเ กงสีเทา แม่ใส่เสื้อสีขาวลายลูกไม้น ุ่งผ้าถุง ผมแทบจะร้องไห้ แต่พยายามกลั้นไว้ ภาวนาในใจว่า “ลูกผู้ชาย ลูกผู้ชาย” ผมนั่งประนมมือเพื่อเตรียมก ราบผู้ปกครอง โดยรอสัญญาณจากพิธีกรนำกราบ ระหว่างนั้นผมก็กลั้นความรู ้สึกไว้ กลัวร้องไห้ต่อหน้าพ่อหน้าแ ม่
เสียงพิธีกรนำกราบดังขึ้น “กราบบบบบ” ผมก้มกราบพ่อแม่ โป้กกก!
หัวผมโขกเข้ากับพานผ้าไตร พ่อผมรีบชักพานถอยให้ แหมมม..กำลังจะซึ้งเลย
กราบสามครั้งจบก็ต้องกล่าวบ ทขอขมาว่า “อุกาสะ, ดังข้าพเจ้าทั้งหลายจะขอวโร กาส, กราบลาพ่อแม่ญาติพี่น้อง……”
กล่าวไปสามสี่ท่อน ไอ้เพื่อนเลขที่ใกล้ๆ มันร้องไห้อย่างดัง ฮือๆๆๆ
สะเทือนสมาธิเรา มันเริ่มจุกมาที่คอแล้ว ผมกลั้นน้ำตาไว้
ตั้งสมาธิกล่าวบทขอขมาต่อไป โดยมีคำว่าลูกผู้ชายเป็นเดิ มพัน กล่าวจนจบพ่อกับแม่ก็มอบผ้า ไตรให้ จากนั้นนาคธรรมทายาทลุกขึ้น หันหน้าเข้าโบสถ์แล้วก็เดิน กลับเข้าไปในโบสถ์ ผมคิดในใจว่า “ไงละ ลูกผู้ชายซะอย่าง” เดินไปหน่อยนึง ในงานเข้าเปิดเพลงที่เนื้อร ้อง
ประมาณว่า “น้ำตาแม่หลั่งจากใจแม่ริน เพียงแม่ได้ยินคำกล่าวอำลา
ดวงใจของแม่จะบรรพชา ติดตามพระสัมมาไปสู่นิพพาน …” เท่านั้นแหละครับ ผ ม ไ
ม่ ไ ห ว แ ล้ ว ดุจเขื่อนแตก เดินไปร้องไห้ไป เพื่อนๆลูกผู้ชายรอบๆตัวผมก ็ไม่รอด นาคให้น้ำกันทุกคน ฮือๆๆๆTT
...พอเราขึ้นโบสถ์ก็เข้าพิธ ีบรรพชาเป็นเณรก่อน แล้วจึงทยอยบวชพระตามภันเตอ าวุโส ผมได้บวชได้ใส่เครื่องแบบพร ะ เครื่องแบบทหารกองทัพธรรม หลังจากบวชพระอาจารย์ก็พาพร ะธรรมทายาทปฏิบัติธรรมกันมา กขึ้น ผลการปฏิบัติธรรมของผมดีขึ้ นไปตามลำดับ ช่วงท้ายทางโครงการก็พาพระธ รรมทายาทไปปฏิบัติธรรมบนดอย ที่เชียงใหม่ ผมมีความสุขมากๆ เป็นความสุขที่มาจากภายใน ผมเริ่มเห็นคุณค่าของการบวช มากขึ้น จนวันสุดท้ายของโครงการมาถึ ง พระอาจารย์ท่านประกาศว่าจะข ยายเวลาพิเศษเพิ่มเป็นอีกหน ึ่งอาทิตย์ ใครจะอยู่ต่อคงต้องโดดเรียน หนึ่งอาทิตย์ ผมไม่รอช้ารีบสมัครทันที แต่งานเลี้ยงก็ต้องเลิกลา ผมต้องลาสิกขาไปเรียนต่อให้ จบ และตั้งใจลึกๆว่า “ผมจะกลับมาบวชอีกอย่างแน่น อน”
...ขอกราบขอบพระคุณพระเดชพร ะคุณหลวงพ่อธัมมชโยที่จัดโค รงการดีๆสำหรับเด็กมหาลัยอย ่างพวกเราครับ กราบขอบพระคุณพระอาจรย์พระพ ี่เลี้ยงด้วยครับ และพี่ๆชมรมพุทธทุกคนที่อดท นทำหน้าที่กัลยาณมิตรกับผม
สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า “เก้าอี้สีน้ำตาลตัวใหญ่ ผมได้นั่งแล้วนะครับ....
...อากาศยามบ่ายไม่ร้อนนักส
...ในห้องธุรการของชมรมพุทธ
...วันหนึ่งผมนั่งอ่านหนังส
...นอกจากผมอยากจะบวชให้กับ
...นับตั้งผมส่งใบสมัครบวช เวลาผมทำบุญอะไร ไม่ว่าจะเป็นสวดมนต์ นั่งสมาธิ ใส่บาตร ปล่อยปลา ผมจะอธิฐานจิตว่า “ขออย่าให้ผมตายก่อนเลย ให้ผมได้บวช ให้พ่อกับแม่ได้มางานบวชของ
...ชีวิตผมเดินทางมาถึงใกล้
...โครงการธรรมทายาทที่ผมจะ
...หลังจากจบภาคสนามพวกเราก
...พระอาจารย์ท่านสอนผมว่า “เราจะต้องฝึกตนจนเราสามารถ
...ใกล้วันบวชเข้ามาทุกทีทุ
...และแล้ววันสำคัญที่สุดใน
...นาคธรรมทายาทยืนตั้งแถวใ
...พอเราขึ้นโบสถ์ก็เข้าพิธ
...ขอกราบขอบพระคุณพระเดชพร
สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า “เก้าอี้สีน้ำตาลตัวใหญ่ ผมได้นั่งแล้วนะครับ....
พระวีรชาติ มเหสกฺโข (หลวงพี่ฮอน)
วิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา
ผมไม่ไปวัดพระธรรมกายแล้วครับ
"อย่าไปวัดพระธรรมกายบ่อยนะ" ผมได้รับประโยคนี้เมื่อสมัยเรียนอยู่ ม.๖ เทอมสอง เป็นคำพูดของคุณครูท่านหนึ่งที่เป็นห่วงลูกศิษย์ ผมก็ได้ยิ้มๆแล้วก็ตอบว่า "ครับผม"
...ผมมาวัดพระธรรมกายครั้งแรกก็ตอนอยู่ ม.๖ นี้แหละ มาทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามา แต่ไม่โดนหลอกมานะแค่อยากออกไปเที่ยวนอกบ้านก็เท่านั้น จำได้ว่าเห็นเพื่อนสองคนมันคุยกันว่าตอนเย็นวันศุกร์ให้เตรียมเสื้อขาวสอง ตัวรถจะมารับหน้าโรงเรียนตอนหกโมงเย็น เรานี้ ส. ใส่เกือกทันที ตะโกนมาแต่ไกลว่า "ไปด้วยๆโว๊ย" เพื่อนมันหันมาบอกได้สิเอาเสื้อขาวมาด้วยนะ
...ผมนี่รีบกลับบ้านไปขอพ่อเลย บอกพ่อว่าจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน พ่อก็ไม่ว่าอะไร ท่านบอกให้ดูแลตัวเองให้ดี แหะๆของ่ายจังเลย รีบเก็บกระเป๋าทันทีกลัวพ่อเปลี่ยนใจ แล้วก็รีบมารอรถที่ศาลาหน้าโรงเรียนซึ่งมีเพื่อนรอยู่แล้วสามคน รอไม่นานนักก็มีรถแวนสี่ประตูมารับเราไป
...การเดินทางของวัยรุ่นเริ่มแล้ว 555 จะได้ไปอะไรแบบนี้ไม่บ่อยนัก รถวิ่งออกมาได้สักพักเพื่อนผู้หญิงที่นั่งข้างหน้าก็หยิบเทปมาจากกระเป๋าเป้ โอ้! เพื่อนเราจะเป็นเพลงมันๆให้ฟังแน่เลย แต่เมื่อเธอเปิดเทปนั้นปรากฏว่ามันเป็นเพลงที่ผมไม่เคยฟังมาก่อน เพลงมัน...เย็นมาก มันรื่นหู ฟังแล้วสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ผมเหมือนอยู่ในภวังค์ของเสียเพลง แล้วก็หลับไปอย่างมีความสุข
...ห้าทุ่มเรามาถึงสถานที่ปลายทาง มันมืดมากมองไม่เห็นอะไรเลย รถวิ่งไปตรงบ้านที่มีแสงไฟนีออน พอรถจอดผมกับเพื่อนก็ลงจากรถ ก้าวแรกที่ผมเหยีบลงพื้นมันมีความรู้สึกแปลกๆว่า "ได้กลับมาแล้ว ได้กลับมาแล้ว" ผมเจอพี่ๆชายหญิงหน้าตาผ่องใสมาก ทุกคนเป็นกันเองเหมือนกับเรารู้จักกันมานาน แต่ผมก็ยังไม่รู้นะว่าที่นี้คือ "วัดพระธรรมกาย"
...บ้านที่มีแสงไฟนีออนที่ผมอยู่เขาเรียกกันว่า "บ้านจราจร" พี่เขามอบหมายให้ผมช่วยแจกข้าวคนขับรถบัสในวันอาทิตย์ พอวันอาทิตย์ผมแจกข้าวคนขับรถบัสจนถึงบ่ายโมง พี่เขาก็พาผมไปอาคารใหญ่ๆ พาไปที่จุดอาสาสมัครแล้วให้เรานั่งสมาธิตามเสียงที่ออกจากลำโพง เราก็ว่าง่ายนั่งก็นั่ง นั่งอยู่คนเดียว พอเริ่มนั่งผมได้ยินเสียงๆหนึ่งจากลำโพง เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา ท่านนำนั่งสมาธิ ผมทำตามไปเรื่อยๆ จนจบการนั่ง ผมมีความสุขมาก สุขขนาดที่นั่งคนเดียวก็ยิ้มได้(เหมือนคนบ้าเปล่าเนอะ555) และผมก็ยังไม่รู้ว่าเสียงนั้นคือเสียงหลวงพ่อธัมมชโย กลายเป็นว่าผมรู้จักหลวงพ่อครั้งแรกทางเสียง ปลื้มเลย
...กลับมาเรียนวันจันทร์ผมก็ยังมีความสุขแปลกๆอยู่ นั่งยิ้มๆอยู่คนเดียว อยากไปที่นั้นอีก อยากนั่งสมาธิกับเสียงนั้นอีก ครูท่านหนึ่งท่านทราบว่าผมไปวัดพระธรรมกายท่านก็เลยบอกว่า "อย่าไปวัดพระธรรมกายบ่อยนะ"
ผมเชื่อครูครับ ตอนนี้ผมไม่ได้ไปวัดแล้วครับ "เ พ ร า ะ ผ ม บ ว ช อ ยู่ ที่ วั ด นี้ แ ล้ ว ค รั บ"............
พระวีรชาติ มเหสกฺโข (หลวงพี่ฮอน)
วิศวกรรมศาสตร์ เครื่องกล ม.บูรพา
เจริญพร
เรื่องดีๆ ใครๆก็อยากเจอ
เรื่องดีๆ ใครๆก็อยากเจอ
ท่านก็เช่นกัน ท่านอาจได้โบนัส อาจได้เลื่อนตำแหน่ง ได้ของขวัญวันเกิดที่ท่านชอบ ได้อยู่กับครอบครัวของท่านในวันหยุด หรือท่านอาจถูกรางวัลที่หนึ่ง
ส่วนพระอย่างเราก็มีเรื่องดีๆเช่นกัน เรื่องดีๆ ในวันอาสาฬหบูชา คือ วันนี้เดินกลับกุฏิยามดึก เดินมาถึงหน้าสำนักงานใหญ่ มีมอเตอร์ไซด์สองคันจอดรับพร้อมกัน คนแรกจอดห่างเราห้าเมตร อีกคันจอดประชิดตัวพร้อมให้กระโดดขึ้นเบาะ ท่านลองทายสิ๊ว่าพระจะเลือกคันไหน ติ๊กต๊อก ๆๆ
ท่านก็เช่นกัน ท่านอาจได้โบนัส อาจได้เลื่อนตำแหน่ง ได้ของขวัญวันเกิดที่ท่านชอบ ได้อยู่กับครอบครัวของท่านในวันหยุด หรือท่านอาจถูกรางวัลที่หนึ่ง
ส่วนพระอย่างเราก็มีเรื่องดีๆเช่นกัน เรื่องดีๆ ในวันอาสาฬหบูชา คือ วันนี้เดินกลับกุฏิยามดึก เดินมาถึงหน้าสำนักงานใหญ่ มีมอเตอร์ไซด์สองคันจอดรับพร้อมกัน คนแรกจอดห่างเราห้าเมตร อีกคันจอดประชิดตัวพร้อมให้กระโดดขึ้นเบาะ ท่านลองทายสิ๊ว่าพระจะเลือกคันไหน ติ๊กต๊อก ๆๆ
ก็คันที่ใกล้สุดนั้นแหละครับ ถามว่าทำไม? ก็คงมีคำตอบเดียวคือ มันสะดวกกว่าไงละครับ
ก็เหมือนชีวิตสรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด ถ้าเขามาพบคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่ยอมเลือกศึกษาไม่เลือกนำมาปฏิบัติ มันก็น่าเสียดายนะครับ และที่แย่กว่านั้นคือพวกที่ไปทำบาปกรรมเบียดเบียนผู้อื่นนี่น่าสงสารสุดๆ ตายไปแล้วใครจะช่วยได้
พระเดินกลับกุฏิหนึ่งกิโล มีรถจอดรับพาไปส่ง นี่แหละเรื่องดีๆ ของผม
หลวงพี่ฮอน
ก็เหมือนชีวิตสรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด ถ้าเขามาพบคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่ยอมเลือกศึกษาไม่เลือกนำมาปฏิบัติ มันก็น่าเสียดายนะครับ และที่แย่กว่านั้นคือพวกที่ไปทำบาปกรรมเบียดเบียนผู้อื่นนี่น่าสงสารสุดๆ ตายไปแล้วใครจะช่วยได้
พระเดินกลับกุฏิหนึ่งกิโล มีรถจอดรับพาไปส่ง นี่แหละเรื่องดีๆ ของผม
หลวงพี่ฮอน
วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
เรื่องเอาชนะแบบควายๆ
เรื่องเอาชนะแบบควายๆ
ปกติเป็นคนชอบดูสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ อยากดูการใช้ชีวิตของมัน อยากดูการเอาตัวรอดจากศัตรูว่ามันจะทำอย่างไร วันนี้ไปเจอคลิบวีดิโอของฝรั่งรายการ NATURE เป็นชีวิตสัตว์ในป่าหิมะ ผู้ถูกล่าคือฝูงควาย นักล่าคือฝูงหมาป่า
ฝูงหมาป่าในดินแดนหิมะอันหนาวเย็นกำลังหิวโหยได้มาพบกับฝูงควายป่าที่จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของหมาป่าทั้งหลาย เริ่มแรกหมาป่ายังมิได้ลงมือทันที แต่มันได้เฝ้ามองดูเหยื่ออยู่ใกล้ๆ ฝ่ายควายป่าก็ยังมิได้ทำการใดเช่นกัน คงแลสังเกตการณ์ผู้มาเยือนไปก่อนว่าจะมาดีหรือมาร้าย
ทันใดนั้นหัวหน้าฝูงหมาป่าเริ่มขยับ บรรดาลูกฝูงเหมือนจะรู้กัน ต่างพากันเริ่มวิ่งกวดไล่ควายป่า ฝูงควายป่าตกใจเริ่มวิ่งหนี เริ่มแรกควายป่าวิ่งไปในทางเดียวกัน ไม่นานนักเริ่มมีการวิ่งแตกกลุ่ม หมาป่าก็แบ่งทีมออกตามกลุ่มควายป่า ควายป่าตัวที่อ่อนแอจะวิ่งช้าจึงเป็นเป้าหมายเด็ดให้กับหมาป่า หมาป่าได้เลือกเป้าหมายแล้วว่าจะจัดการตัวไหนเป็นอาหารสำหรับวันนี้ หมาป่าเร่งฝีเท้าไปใกล้ควายป่าตัวนั้น พอได้ระยะหมายป่าก็พุ่งกัดควายป่าที่ต้นขาหลัง ถึงแม้กระนั้นก็ยังมิอาจหยุดควายป่าตัวนั้นได้ มันได้วิ่งหนีออกไปตามลำพัง หมาป่าก็วิ่งไล่ไปเรื่อยๆจนควายป่าเริ่มหมดแรงจึงเกิดการสู้กันระยะประชิดตัว จังหวะนั้นเองหมาป่าพลาดมุดไปอยู่ใต้ตัวควายป่า ควายป่าจึงใช้น้ำหนักตัวทับหมาป่าจนหมาป่าถึงกับร้องเสียงดัง หมาป่านักล่าดิ้นหลุดออกมาจากควายป่าได้ถึงกับวิ่งหลบไปข้างทางเลยทีเดียว ตอนนี้หมาป่าหมดอารมณ์สนใจควายป่าแล้วครับ
คลิกดู VDO https://youtu.be/tCG1I-Ssgww
........................................................................................................
ผมกำลังจะโยงเรื่องควายป่า ในวิธีทางการสู้แบบควายๆ ควายป่าไม่มีเขี้ยวไม่มีเล็บอันแหลมคม คงมิอาจจะป้องกันตัวได้อย่างเต็มที่ ฝ่ายนักล่าแม้มีเขี้ยวเล็บพร้อมที่จะหักหาญขย้ำคอเหยื่อให้ตายตก แต่นักล่าก็เลือกที่จะสักเกตการณ์สักพักก่อน เมื่อมันเห็นว่าพร้อมจึงลงมือเริ่มล่า
พวกเรากัลยาณชนก็เหมือนกันมีข้อจำกัดในการต่อสู้กับคนพาล ต้องอยู่ในศีลธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ คงไม่อาจจะใช้กำลังอาวุธเข้าต่อยตีกับคนพาลได้ ส่วนคนพาลแม้อยากจะทำร้ายกัลยาณชน แต่เมื่อเห็นการรวมตัวกันของกัลยาณชนที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ยังต้องรอจังหวะไปก่อน รอเก็บข้อมูลต่างๆ ให้แน่ใจเสียก่อนแล้วจึงค่อยลงมือ
ควายป่าเมื่อเห็นหมาป่าเริ่มกวดไล่ก็วิ่งหนี และไม่มีควายป่าตัวไหนพุ่งเข้าขบกัดหมาป่า ทุกตัวต่างวิ่งหนีตามๆกันไป จนถึงจุดหนึ่งฝูงเริ่มแตก จนนักล่าเริ่มเห็นตัวที่อ่อนแอ และทำการเข้าโจมตีที่ขาหลังก่อน และฉากสุดท้ายควายป่าชนะหมาป่าด้วยการทับลงที่ตัวหมาป่าจนร้อง เอ๋งๆๆๆ
คนพาลใส่ร้ายป้าย ใส่ความบิดเบือนข้อมูล และข่มขู่กัลยาณชน คนพาลโจมตีหนักเข้าๆ กัลยาณชนบางคนบางกลุ่มอาจเริ่มเกิดความหวาดกลัวคนพาล จึงไม่มารวมกลุ่มกันทำความดีเช่นเคย บางคนพอห่างเหินจากบุญกุศลก็อาจไปกระทำกรรมบาปได้ ด้วยเพราะกำลังใจมีจำกัดขาดกัลยาณมิตรคอยชี้นำ จึงพลาดเสียทีเพราะกรรมบาปนั้นไป แล้วกัลยาณชนจะชนะคนพาลได้อย่างไร ก็คงต้องสู้ด้วยความดีและความจริง จึงจะเป็นชัยชนะที่ไม่มีวันกลับมาแพ้อีกนั้นเอง
"หมากัดอย่ากัดตอบ ให้กระโดดทับมันเลย ให้มันรู้ว่าเราหนักแค่ไหน คราวหลังจะได้ไม่มาซ่ากับเราอีก อิๆ "
"เมื่อเรารวมตัวกันสร้างความดี มันจะเกิดพลัง"
"คนพาลก็คือเพื่อนของเรา แค่เขามึนๆไปชั่วขณะหนึ่ง เลยทำอะไรที่มันไม่เข้าท่า หน้าที่เราคือต้องเป็นกัลยาณมิตรให้เขา ชาตินี้ไม่ได้ก็ชาติหน้าล่ะกัน"
"ไม่สู้(แบบคนพาล) ไม่หนี ทำดีเรื่อยไป ชนะชัวร์"
...................................
เขียนโดย
พระวีรชาติ มเหสกฺโข (หลวงพี่ฮอน)
วศ.บ. เครื่องกล ม.บูรพา
งดดัดแปลงข้อความ งดว่าร้ายใคร นะฮับ ^-^
ปกติเป็นคนชอบดูสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ อยากดูการใช้ชีวิตของมัน อยากดูการเอาตัวรอดจากศัตรูว่ามันจะทำอย่างไร วันนี้ไปเจอคลิบวีดิโอของฝรั่งรายการ NATURE เป็นชีวิตสัตว์ในป่าหิมะ ผู้ถูกล่าคือฝูงควาย นักล่าคือฝูงหมาป่า
ฝูงหมาป่าในดินแดนหิมะอันหนาวเย็นกำลังหิวโหยได้มาพบกับฝูงควายป่าที่จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของหมาป่าทั้งหลาย เริ่มแรกหมาป่ายังมิได้ลงมือทันที แต่มันได้เฝ้ามองดูเหยื่ออยู่ใกล้ๆ ฝ่ายควายป่าก็ยังมิได้ทำการใดเช่นกัน คงแลสังเกตการณ์ผู้มาเยือนไปก่อนว่าจะมาดีหรือมาร้าย
ทันใดนั้นหัวหน้าฝูงหมาป่าเริ่มขยับ บรรดาลูกฝูงเหมือนจะรู้กัน ต่างพากันเริ่มวิ่งกวดไล่ควายป่า ฝูงควายป่าตกใจเริ่มวิ่งหนี เริ่มแรกควายป่าวิ่งไปในทางเดียวกัน ไม่นานนักเริ่มมีการวิ่งแตกกลุ่ม หมาป่าก็แบ่งทีมออกตามกลุ่มควายป่า ควายป่าตัวที่อ่อนแอจะวิ่งช้าจึงเป็นเป้าหมายเด็ดให้กับหมาป่า หมาป่าได้เลือกเป้าหมายแล้วว่าจะจัดการตัวไหนเป็นอาหารสำหรับวันนี้ หมาป่าเร่งฝีเท้าไปใกล้ควายป่าตัวนั้น พอได้ระยะหมายป่าก็พุ่งกัดควายป่าที่ต้นขาหลัง ถึงแม้กระนั้นก็ยังมิอาจหยุดควายป่าตัวนั้นได้ มันได้วิ่งหนีออกไปตามลำพัง หมาป่าก็วิ่งไล่ไปเรื่อยๆจนควายป่าเริ่มหมดแรงจึงเกิดการสู้กันระยะประชิดตัว จังหวะนั้นเองหมาป่าพลาดมุดไปอยู่ใต้ตัวควายป่า ควายป่าจึงใช้น้ำหนักตัวทับหมาป่าจนหมาป่าถึงกับร้องเสียงดัง หมาป่านักล่าดิ้นหลุดออกมาจากควายป่าได้ถึงกับวิ่งหลบไปข้างทางเลยทีเดียว ตอนนี้หมาป่าหมดอารมณ์สนใจควายป่าแล้วครับ
คลิกดู VDO https://youtu.be/tCG1I-Ssgww
........................................................................................................
ผมกำลังจะโยงเรื่องควายป่า ในวิธีทางการสู้แบบควายๆ ควายป่าไม่มีเขี้ยวไม่มีเล็บอันแหลมคม คงมิอาจจะป้องกันตัวได้อย่างเต็มที่ ฝ่ายนักล่าแม้มีเขี้ยวเล็บพร้อมที่จะหักหาญขย้ำคอเหยื่อให้ตายตก แต่นักล่าก็เลือกที่จะสักเกตการณ์สักพักก่อน เมื่อมันเห็นว่าพร้อมจึงลงมือเริ่มล่า
พวกเรากัลยาณชนก็เหมือนกันมีข้อจำกัดในการต่อสู้กับคนพาล ต้องอยู่ในศีลธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ คงไม่อาจจะใช้กำลังอาวุธเข้าต่อยตีกับคนพาลได้ ส่วนคนพาลแม้อยากจะทำร้ายกัลยาณชน แต่เมื่อเห็นการรวมตัวกันของกัลยาณชนที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ยังต้องรอจังหวะไปก่อน รอเก็บข้อมูลต่างๆ ให้แน่ใจเสียก่อนแล้วจึงค่อยลงมือ
ควายป่าเมื่อเห็นหมาป่าเริ่มกวดไล่ก็วิ่งหนี และไม่มีควายป่าตัวไหนพุ่งเข้าขบกัดหมาป่า ทุกตัวต่างวิ่งหนีตามๆกันไป จนถึงจุดหนึ่งฝูงเริ่มแตก จนนักล่าเริ่มเห็นตัวที่อ่อนแอ และทำการเข้าโจมตีที่ขาหลังก่อน และฉากสุดท้ายควายป่าชนะหมาป่าด้วยการทับลงที่ตัวหมาป่าจนร้อง เอ๋งๆๆๆ
คนพาลใส่ร้ายป้าย ใส่ความบิดเบือนข้อมูล และข่มขู่กัลยาณชน คนพาลโจมตีหนักเข้าๆ กัลยาณชนบางคนบางกลุ่มอาจเริ่มเกิดความหวาดกลัวคนพาล จึงไม่มารวมกลุ่มกันทำความดีเช่นเคย บางคนพอห่างเหินจากบุญกุศลก็อาจไปกระทำกรรมบาปได้ ด้วยเพราะกำลังใจมีจำกัดขาดกัลยาณมิตรคอยชี้นำ จึงพลาดเสียทีเพราะกรรมบาปนั้นไป แล้วกัลยาณชนจะชนะคนพาลได้อย่างไร ก็คงต้องสู้ด้วยความดีและความจริง จึงจะเป็นชัยชนะที่ไม่มีวันกลับมาแพ้อีกนั้นเอง
"หมากัดอย่ากัดตอบ ให้กระโดดทับมันเลย ให้มันรู้ว่าเราหนักแค่ไหน คราวหลังจะได้ไม่มาซ่ากับเราอีก อิๆ "
"เมื่อเรารวมตัวกันสร้างความดี มันจะเกิดพลัง"
"คนพาลก็คือเพื่อนของเรา แค่เขามึนๆไปชั่วขณะหนึ่ง เลยทำอะไรที่มันไม่เข้าท่า หน้าที่เราคือต้องเป็นกัลยาณมิตรให้เขา ชาตินี้ไม่ได้ก็ชาติหน้าล่ะกัน"
"ไม่สู้(แบบคนพาล) ไม่หนี ทำดีเรื่อยไป ชนะชัวร์"
...................................
เขียนโดย
พระวีรชาติ มเหสกฺโข (หลวงพี่ฮอน)
วศ.บ. เครื่องกล ม.บูรพา
งดดัดแปลงข้อความ งดว่าร้ายใคร นะฮับ ^-^
วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
เด็กชมรมพุทธ ม.บูรพา ตอนที่ 7 ทุกคน คือ คนสำคัญ
สัตว์ประหลาดตนหนึ่งมีอวัยวะแค่ ตา กับ ตีน อวัยวะทั้งสองมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเอง สัตว์ประหลาดตนนี้ใช้ชีวิตปกติสุขมาหลายพันปี แต่จู่ๆ ตีนก็พูดขึ้นว่า "เนี่ยยย ที่ตาได้ไปเห็นสิ่งต่างๆ สวยๆ งามๆ ก็เพราะตีนพาไป ฉะนั้นตีนจึงมีความสำคัญมากกว่าตา" ฝ่ายตาเมื่อได้ยินตีนพูดอย่างนั้นก็หงุดหงิดทันที แล้วจึงพูดตอบกลับไปว่า "ที่ตีนเดินไปที่ต่างๆ แล้วไม่เหยียบเศษแก้วหรือหนามนั้น ก็เพราะตาคอยดูทางให้ ฉะนั้นต่างต่างหากที่สำคัญกว่าตีน" หลังจากตีนได้ฟังคำของตา ตีนโกรธมาก ตีนจึงกระโดดไปมา พร้อมทั้งวิ่งไปทางหน้าผาเพื่อหวังจะขู่ตาให้เห็นว่าใครสำคัญกันแน่ ฝ่ายตาไปยอมแพ้ ตาจึงรีบหลับตาทันที ทำให้ทั้งตีนและตาล้มกลิ้งจนตกหน้าผาตายทั้งตีนและตา
สมัยผมอยู่ชมรมพุทธก็เคยเจอเรื่องตีนตาเนี่ยแหละ แต่ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ยกตัวอย่าง เช่น งานตักบาตรที่เราจะจัดกันทุกวันพฤหัสบดี จะมีฝ่ายงานต่างๆ มากมาย เช่น พิธีกร สวัสดิการ การเงิน อุปัฏฐาก สถานที่ แสงเสียง ระเบียบพิธี จัดรองเท้า ฯลฯ ตอนนั้นยังอยู่ปีหนึ่ง ไม่รู้ธรรมะอะไรมากมาย ได้มีโอกาสมาช่วยงานตักบาตรของชมรมพุทธ มาช่วยก็ไม่ได้หวังบุญเท่าไหร่ครับ แต่ที่หวังแน่ๆ คือ น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ที่พี่เขาจะมอบให้น้องๆที่มาช่วยงานหลังจากเก็บงานตักบาตรเสร็จ 5555 เห็นแก่กินนะเนี่ย ทำไงได้ของฟรี ชอบๆ อะ..เข้าเรื่องๆ แรกๆผมไปช่วยงานตักบาตรก็ถูกให้ไปช่วยสถานที่ หลายๆครั้งก็ไปช่วยสถานที่ บางครั้งก็ไปช่วยจัดรองเท้าคนที่มาใส่บาตร จัดจนเจ้าของรองเท้าหารองเท้าตัวเองไม่เจอ เพราะมันเป็นระเบียบมาก มีช่วงหนึ่งมีความคิดว่า เอ....ทำไมเราต้องมาทำหน้าที่นี้ด้วย จบงานทีไรเหงื่อชุ่มเสื้อทุกที ทำไมเราไม่ได้ไปอยู่หน้าที่อื่นบ้างนะ หรือว่าเรา "ไม่ใช่คนสำคัญ" โชคดีของของผมที่ได้เจอพี่คนหนึ่งอธิบายว่า "ทุกคนสำคัญหมด เพราะเราจัดงานตักบาตรร่วมกัน เมื่อจบงานทุกคนก็จะได้บุญด้วยกัน และทุกๆตำแหน่งหน้าที่สามารถฝึกตัวเราให้มีคุณธรรมที่สูงขึ้นได้"
พอผมมาอยู่ปีสอง ได้รับมอบหมายจากพี่ประธานชมรมให้เป็นเฮดตักบาตร ก็จะพยายามบอกกับน้องๆทีมงานว่า "ทุกคนสำคัญนะครับ ไม่ว่าจะรับบุญตำแหน่งไหน เราก็จะได้บุญด้วยกัน" ผมกลัวน้องจะคิดแย่ๆ เหมือนสมัยผมเรียนปีหนึ่ง
สุดท้ายผมว่าตำแหน่งหน้าที่จัดรองเท้านี้ มันสุดยอดเลยนะครับ โดยเฉพาะเรามายืนดูเจ้าของรองเท้ามาเอารองเท้าแล้วทำตาโตใส่หมู่รองเท้าที่เรียงเป็นแถวเป็นแนว 55555
พระวีรชาติ มเหสกฺโข (หลวงพี่ฮอน)
วศ.บ. เครื่องกล ม.บูรพา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

















