โยมเขาถามมาว่า...
ข้อที่ 3. เป็น “พระ” มีความสุข อย่างไรคะ?
ตอบ หลวงพี่คิดว่าความสุขมันมีหลายแบบหลายระดับนะ
ความสุขพื้นฐานที่เราคุ้นเคยกัน เช่น กินอิ่ม นอนหลับ ไม่เจ็บป่วยไข้
มีเสื้อผ้ากันหนาวร้อน หรือถ้าให้ยิ่งกว่านั้นคือ ได้กินของที่อร่อย มีบ้านหลังโตๆ
เสื้อผ้าแบรนด์เนม รถแพงๆหรูๆ มีเงินเยอะ ได้อยู่กับคนที่เรารัก รูปร่างหน้าตาของเราก็หล่อก็สวย
มีการงานที่มั่นคง ฯลฯ ถ้าได้แบบนี้ทุกคนก็คิดว่าดีที่สุดแล้ว
แต่ทว่าถ้าเราได้ศึกษาพุทธประวัติเราจะฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่าความสุขข้างต้นที่ได้กล่าวน่ะเจ้าชายสิทธัตถะท่านมีสมบูรณ์พร้อมมาก่อนแล้วแต่สุดท้ายท่านก็สละทิ้ง
แสดงว่าน่าจะมีความสุขที่ยิ่งกว่านี้อีก
และเป็นความสุขที่เราจะต้องลดระดับความสุขข้างต้นเพื่อมุ่งค้นหาความสุขที่ยิ่งกว่าด้วยการ
“ออกบวช” บวชแล้วก็ต้องลดจำนวนมื้ออาหาร แสวงหาอาหารโดยไปบิณฑบาต
เสื้อผ้ามีแค่ไตรจีวร บ้านแค่มีโคนไม้ ในถ้ำ ในป่าเขา หรือกุฏิหลังน้อยพอกันแดดกันฝน
ยาถ้าไม่มีก็ใช้น้ำมูตรเน่า ฯลฯ เนี่ย...ลดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีเวลามีความสะดวกในการหาความสุขที่ดียิ่งขึ้นนั้นก็คือความสุขที่เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์
หรืออย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ
พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง” นั้นเอง
และอีกอย่างความสุขข้างต้นหรือความสุขแบบโลกๆ
มันไม่ได้สุขเสมอไปเพราะสิ่งที่เราไปถือไปยึดมั่นไว้มันไม่เที่ยงแท้แน่นอนมันเปลี่ยนได้มันพลัดพรากได้
ความทุกข์มันจึงตามมาติดๆ เพราะเหตุนี้ชีวิตพระจึงมุ่งหาความสุขที่ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีกนั้นเอง
ดังคำกล่าวที่ว่า “มากรักก็มากน้ำตา หมดรักก็หมดน้ำตา มากรักก็มากทุกข์ หมดรักก็หมดทุกข์”
ขอเจริญพร
พระวีรชาติ มเหสกฺโข
วศ.บ. เครื่องกล ม.บูรพา
นักธรรมเอก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น