วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เมื่อพระเจอคนจีนในแดนขอนแก่น

เรื่องนี้ไม่ได้วางแผนอะไรมากมายครับ พระอาจารย์ท่านชวนไปเราก็ไป เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อวันพุธช่วงบ่ายแก่ๆ ผมทำโน้นนี่ตามประสาพระหนุ่มเหลือน้อยอิๆ ก็มีเสียงมือถือดังขึ้น พระอาจารย์ท่านโทรมาชวนไปขอนแก่น ที่ขอนแก่นมีสองกิจกรรมให้ไปเอาบุญกันนั้นก็คือ ไปเยี่ยมน้องชมรมพุทธ มข. บวกกับมีน้องนักศึกษาคนจีนมาเรียนที่ไทยก็จะจัดกิจกรรมต้อนรับด้วย และอีกวันเราก็จะมาร่วมฟังสัมมนาโครงการพัฒนาศักยภาพพระนักเผยแผ่เขตลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบไปด้วย จีน ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม และไทย พอผมได้ข้อมูลแล้วก็ดูๆ มันไม่ค่อยน่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับผมเท่าไหร่เลย ผมไม่เคยไปต่างประเทศและภาษาก็ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไร เยส โน โอเค ได้ประมาณนี้ แค่สอนเด็กน้อยด้วยภาษาไทยก็หืดขึ้นคอแล้วครับ แต่ก็คิดๆดูมันก็น่าสนุกเหมือนกันนะครับ อยากจะรู้ว่าชาวพุทธที่อื่นเขาทำงานเผยแผ่กันอย่างไร ผมรู้เรื่องแค่ในรั้ววัดพระธรรมกายเท่านั้น อืม...เอาไงดี? พรุ่งนี้มีประชุมวงอนุกรรมการเยาวชนด้วย บวกลบคูณหารดู เอาล่ะ! ไปก็ไปครับ เลยรีบมอบหมายให้น้องนำประชุมกันได้เลย

วันรุ่งขึ้นเราออกเดินทางตอนบ่ายโน้นแหละ พอบ่ายโมงหลวงพี่เบิร์ดท่านก็โทรมาบอกว่ารถตู้มาแล้ว ผมก็ลากกระเป๋าแบกย่ามไปที่รถตู้เลย พอเปิดรถตู้ไปเท่านั้นแหละ เจอพระมหาเถระในรถเลยครับ ท่านก็คือ พระอาจารย์พระมหาสุธรรม สุรตโน ปธ.9 พระอาจารย์ใหญ่โรงเรียนปริยัติวัดพระธรรมกาย มีหลวงพี่มหาก้องมาด้วย นอกนั้นเป็นพระชมรมพุทธทั้งหมด มี หลวงพี่เบิร์ด พระคิม พระปลั๊ก และโยมสองคน คือ โยมพี่ฝน โยมน้องจูน
ผมคิดว่าทริปกิจกรรมบุญนี้น่าจะมาจากโยมพี่ฝนเป็นแน่แท้ เพราะโยมพี่ไปเรียนและทำงานเผยแผ่ที่เมืองจีน ฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวกับจีนๆ คงต้องเป็นโยมพี่ฝนชัวร์ และโยมพี่ฝนนี่แหละที่ทำให้ผมได้มาพิมพ์บทความดีๆ ให้ทุกคนได้อ่าน แต่วันนี้คงไม่ได้คุยเรื่องโยมพี่ฝน ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากจะฟังเรื่องโยมพี่ฝนรึเปล่า (เช็คเรตติ้ง อิๆ)

เอาล่ะๆ ได้เวลาเดินทางกันแล้ว มุ่งหน้าสู่ดินแดนอีสานบ้านเฮาเดอคราบ(ผมพูดอีสานไม่เป็นหรอก แต่รุ่นพ่อปู่ทวดพูดได้ มาจบที่รุ่นผมนี่แหละ555) บนรถทำอะไรไม่มาก เช่น นั่งสมาธิ คุย และหลับ สิ่งที่ตามมาทุกครั้งในการเดินทางด้วยรถคือ เมื่อย TT บิดซ้ายบิดขวาไปตลอดทาง พอหลับรถโยกหัวโขกกระจกเป็นระยะๆ โอ๊ยยยย เจ็บหนอ เจ็บหนอ นั้น! ปั๊มน้ำมัน ปตท. ผมนี้แทบไปเปิดประตูเลย เพราะนอกจากเมื่อยแล้ว ตอนนี้เริ่มปวดห้องน้ำเต็มทนแล้ว ฝนก็ตกอากาศเย็นได้ใจ รถจอดปั๊บไม่ต้องกางร่มหรอก ก็ลุยฝนเข้าห้องน้ำกันเลยทีเดียว ถึงห้องน้ำ โอ้วววว! ห้องน้ำเต็ม มีโยมผู้ชายต่อคิวอยู่หนึ่งคน ผมรอคิวต่อจากโยมผู้ชาย ห้องน้ำห้องหนึ่งเปิดออกโยมผู้ชายใจดีนิมนต์ผมเข้าห้องน้ำก่อนเลย สาธุๆ โยมถวายห้องน้ำแด่พระภิกษุได้บุญหลายเลยนะครับ

เรามาถึง มข. ช่วงหัวค่ำ ชมรมพุทธที่ มข. จะไม่ได้ชื่อว่าชมรมพุทธ แต่ชื่อว่า "ชมรมสมาธิและศีลธรรม งงเปล่าครับ 555  เพาะที่ มข. มีชมรมพุทธอยู่แล้วแต่จะไปทางสายป่าเป็นหลัก แต่สองชมรมนี้ก็มีหลายครั้งที่จัดกิจกรรมด้วยกันนะครับ ส่วนตัวคิดว่าตามจริตความชอบอ่ะนะ เหมือนๆตอนเย็นเราจะกินอะไรดี ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู หรือ ก๋วยเตี๋ยว ทุกเมนูทำให้อิ่มหมด กินไปเถอะ! ใช่ไหมครับ งั้นเพื่อให้ชัดเจนผมเรียกชมรมสมาิละกัน

ชมรมสมาธิอยู่บนอาคารชั้นสอง อาคารนี้น่าจะเป็นอาคารกิจกรรมผมว่านะ ข้างล่างเป็นโรงอาหาร เราจะได้กลิ่นข้าวกระเพราหมูตอนจะขึ้นบันได มันหอมมากเลยครับ ตอนนี้ช่วงค่ำแล้วด้วย555  พอขึ้นไปถึงบนห้องชมรมสมาธิฯ ผมเห็นน้องนักศึกษาเต็มห้องเลย ผมก็ยังแยกไม่ออกหรอกว่คนไหนจีนคนไหนไทย แต่พอเห็นหน้าแหละพอจะชี้ได้ว่าใครจีนใครไทย ด้วยเชื้อชาติคนจีนสีผิวจะขาวและหน้าตาจะเหมือนตัวละครในการ์ตูนเรื่องมู่หลาน ล่องไปหาดูนะครับ การ์ตูนสมัยผมยังเป็นเด็กน้อยโน้นแหละ

คณะสงฆ์นั่งเก้าอี้หลังห้อง น้องนักศึกษาจีนไทยหันหลังกลับมาเจอพระ คนจีนน่าจะตกใจที่เห็นพระมากมายแต่ทว่าพระน่าจะตกใจมากกว่าเพราะเขาจะให้พระทุกรูปพูดกับนักศึกษาจีน เปิดหัวด้วยหลวงพี่มหาก้อง ท่านพูดจีนสบายๆอยู่แล้ว เพราะท่านเรียนอยู่ที่ไต้หวันและจีน ท่านก็ชัวชี่ๆจนจบ ผมนี่ไม่รู้เรื่องเลยครับ ไมค์ก็มาเรื่อยๆ จนถึง ผมมมTT เอาล่ะหน้าที่พูดเป็นของเรา หน้าที่ทำความเข้าใจเป็นเรื่องของคนจีน ผมเลือกที่จะใช้ภาษาอังกฤษอันเก่งกาจของผม555 ลองไปอ่านเรื่องที่ผมเจอฝรั่งตอนงานธุดงค์ดู พูดจนฝรั่งมึนจนเข้าใจ อิๆ

ต้าเจี่ยเห่า ประโยคแรกที่ผมแอบก๊อปปี้หลวงพี่มหาก้องมา หลังจากนั้นผมก็ซัดภาษาอังกฤษตามแบบผม "มายเนมอิสหลวงพี่ฮอน หลวงพี่คำฟอมปทุมธานีคันที่ คำเฮียขอนแก่นคันที่ ระหว่างทางเรนฟออิสอะฝนตกซู่ๆ บัดไอแหพฟอัมเบล่า ไอแคนเอาท์คาร์ แดดอัมเบล่าอิทเมคสะตอบเรนบัดอัมเบล่าแคนโพเทคเรน เซมยูคำฟอมไชน่าทูไทยแลนด์ ยูมิทแบรีเออบัดยูซัมเวทูเคลียร์แบรีเออ เจริญพร" พูดจบเลยบอกกับน้องทั้งจีนทั้งไทยว่าจะไปฝึกภาษาจีนแล้วกลับมาแก้แค้นTT

หลังจากน้องจีนกลับหอแล้วก็เป็นเวลาของน้องชมรมสมาธิที่จะได้ฟังโอวาทจากพระอาจารย์ทุกรูป คราวนี้ล่ะทีผม ภาษาไทยครับพี่น้องร่วมชาติ จัดไปเวลาไม่มากแต่ให้ข้อคิดสุดๆไปเลย ผมเล่าให้น้องชมรมฟังว่า "เสากลางห้องยังคงตั้งอยู่ได้ฉันใด ห้องชมรมสมาธิก็อยู่ได้ฉันนั้น น้องชมรมสมาธิยังตั้งมั่นในกิจวัตรฉันใด ชมรมสมาธิก็ยังอยู่ได้ฉันนั้น" จบกิจกรรมบุญเราก็กลับที่พักจำวัดเก็บแรงไว้ลุยสร้างบุญต่อในวัดพรุ่งนี้ ZZZZZ



เช้าแล้วๆ โยมเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้าด้วยข้าวต้มกุ้ง เยอะมากเลย สงสัยอิ่มข้ามวันได้เลยครับ5555 เราเดินทางจากที่พักมาที่มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นที่จัดงานสัมมนาครั้งนี้ เดินเข้ามาเนี่ยเจอทั้งพระไทยจีนพม่าเขมรลาวกันเลยทีเดียว เจอพระกับแมชีฝรั่งด้วยครับ น่าจะวัดหลวงปู่ชามั่งครับ ช่วงสายเป็นพิธีเปิด มีวงโปงลางด้วย มีหมอลำ   เป็นเสียงอีสานหมดเลย ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องก็ว่าไป 

ช่วงบ่ายแบ่งห้องฟังตามความสนใจ มีอะไรบ้างดูกัน ลงชื่อกันดีมั้ยคะ
กลุ่ม1 พระพุทธศาสนาและปรัชญา
กลุ่ม 2 กลุ่มวิชาการศึกษา
กลุ่ม 3 พระนักเผยแผ่
ทายสิผมจะไปกลุ่มไหน อิๆ
กลุ่ม 1 กลุ่ม 2 ลาก่อน ไม่น่าใช่ผม กลุ่ม 3 ละกันพอไหว



เริ่มสัมมนาด้วยพระฝรั่งกับแม่ชีฝรั่ง ท่านก็มาเล่าเกี่ยวกับตัวท่านและความประทับใจในพระพุทธศาสนา โชคดีที่มีพระอาจารย์รูปหนึ่งแปลให้ ผมได้เห็นในแง่มุมหนึ่งของชาวยุโรปและอเมริกามองพระพุทธศาสนาในไทย ว่าเขาไม่ได้ต้องการกินเที่ยวอย่างเดียว บางกลุ่มยังมองหาเรื่องความสงบทางจิต จากนั้นก็เป็นพระจากลาวเขมรจีนพม่า ท่านก็จะมานำเสนองานเผยแผ่ในประเทศของท่าน ซึ่งบางรูปพูดภาษาอังกฤษหรือจีนไปเลย ผมก็มึนๆ มาพอได้ตรงภาษาลาวนี่แหละ5555 พอเดาออกบ้าง

ผมฟังๆยังไม่จบงานดีประมาณสี่โมงเย็นก็ต้องออกจากงานก่อน เพราะเราจะปิดโปรเจ็คบุญขอนแก่นด้วยการไปปล่อยปลากับน้องๆ ชมรมสมาธิและศีลธรรม มข. ปล่อยเสร็จฝนตกทันทีครับ บุญคงเยอะ55555 ท้ายสุดๆ ก็ให้ทุกท่านได้บุญด้วยกันนะครับ 


เล่าโดย
หลวงพี่ฮอน


วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ฟุ้งไปหลายวัน


     

     มีวันหนึ่งพี่ฝนมาบอกว่า น้องๆพรุ่งนี้เราจะไปบอกบุญกันที่พัทยากันนะ พัทยาเหรอตัวเราเคยไปนะไปตอนปอห้าไปกินสุกี้กับพ่อ กินแล้วก็กลับสัตหีบ จากนั้นไม่เคยไปอีกเลยเลย มันจะเป็นยังไงหนอพัทยาตอนนี้ และแล้ววันนั้นก็มาถึงพวกเราเช่าสองแถวลุงเจี๊ยบไปกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาเราตกลงกันว่าพวกเราจะทำวัตรเย็นกันบนรถสองแถว พอสมาชิกครบก็ออกเดินทางเลย เลยหนองมนมาหน่อยเราก็สวดมนต์กันเพราะข้างทางคนน้อยกลัวเขาจะคิดว่าเราทำ อะไร สวดไปสวดไปรถติดไฟแดงครับ คนมองเพียบ พวก เราไม่สนสวดต่อไป จบด้วยการสวดเสริญหลวงปู่และหลับตาทำสมาธิกันไป พอมาถึงพัทยาตอนนั้นก็เริ่มเย็นแล้ว พัทยาเจริญมากเลยยังกะกรุงเทพฯ พวกเราลงจากรถแล้วก็มาตั้งขบวนทัพ ปืนใหญ่พร้อมยิง เปรี้ยงงง สวัสดีครับพวกเรามาจากชมรมพุทธศาสน์มหาวิทยาลัยบูรพา . . . ปืนใหญ่ทำหน้าไป ปืนเล็กทหารราบลุยเข้าทุกร้านครับ พอเปิดประตูไปก็ยิ้มก่อนทำเหมือนเรารู้จักกันมานานแล้วพูดว่าสวัสดีค่าเชิญ ร่วมบุญกฐินกันไหมค่ะ โดยเปิดประตูค้างเอาไว้เพื่อให้เสียงจากโทรโข่งดังเข้ามาในร้าน เขาจะได้รู้ว่าเรามาเป็นทีมนะ พวกเราก็ลุยมาเรื่อยๆ ถ้ามาเจอร้านไหนมีรูปหลวงปู่หลวงพ่อคุณยายแขวนอยู่ก็ดีใจเหมือนได้เจอพวก เดียวกัน เข้าไปทักเข้าไปทายอย่างโน้นอย่างนี้แล้วก็ชวนทำบุญ ไปเจอป้าคนหนึ่งบอกฝันมาสามวันแล้วว่าจะได้ทำบุญใหญ่แล้วก็ควักตังค์มาเจ็ด ร้อยหยอดใส่กล่อง พัทยาเราเดินมาถึงย่านที่เที่ยวกลางคืนแล้วมันก็กลางคืนซะด้วยเลยมีคนมา เที่ยว ตื่นเต้นมาก ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ แต่เราก็บอกบุญกันต่อไปเรื่อยๆเจอคนทุกชาติศาสนาเผ่าพันธุ์บอกหมด มาถึงร้านหนึ่งที่เราไม่ควรเข้าพี่หน้าร้านพอทำบุญเสร็จก็เอากล่องเข้าไปบอก คนข้างในให้ พอออกมาก็บอกว่า เนี่ยพวกพี่ไม่ค่อยได้ทำบุญกันหรอกเพราะต้องทำงานกลางคืน พี่ดีใจที่ได้ทำบุญกฐินกับน้อง พวกเราเดินมาถึงชายหาด ที่ชายหาดมีคนยืนอยู่เฉยๆเป็นระยะๆยืนกอดอกเฉยไม่ได้ทำอะไรจริงๆ มิกเพื่อนร่วมรุ่นก็เข้าไปบอกบุญใช้เวลาอธิบายนานพอสมควรพี่เขาเลยทำบุญด้วย ไปพัทยาครั้งนี้ ไปปิดอบายให้คนนับไม่ถ้วนจริง แต่งฟุ้งไปหลายวัน นี่เป็นการไปบอกบุญกฐินที่พัทยาครั้งแรงของชมรมพุทธมอบู จำแม่นสุดๆ

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ผู้หญิง​ที่​ผม​รัก​

ผู้หญิงที่ผมรัก...
เธออาจไม่สวยเหมือนนางสาวไทย
แต่ใจเธองามกว่าสิ่งใดในจักรวาล
เธออาจไม่ใช่คนที่ดีที่สุดสำหรับใคร
แต่เธอดีพอที่จะดูแลผมให้เป็นคนดี
เธออาจไม่ร่ำรวยเหมือนเศรษฐี
แต่เธอมั่งมีการให้อภัยแก่ผม

เธอคนนั้น คือ แม่ของผมเอง

ผมจำภาพแรกที่ลืมตาดูโลกได้อย่างชัดเจน ภาพนั้นคือใบหน้าของแม่นั้นเอง แม้ตอนนั้นยังไม่รู้จักว่าคือใคร

ทุกวันหลังเลิกเรียนแม่จะเตรียมขนมไทยๆ ให้ไว้ในถุง แม้ผมจะไม่รู้จักชื่อมัน แต่ผมก็กินมันจนหมด

แม่ให้ผมขี่จักรยานขายขนมครก ผมขายไม่ได้เลยสักกระทง แม่คงสอนผมว่า "เงินหายาก"

ชีวิตผมได้อยู่กับแม่แค่ถึงชั้น ป.4 ก็มีเหตุให้เราต้องแยกจากกันไกล แต่เราจะมาเจอกันปีละครั้ง และทุกครั้งที่เจอกัน แม่จะจับไปตัดเล็บมือเล็บเท้าให้

เมื่อผมเริ่มเป็นวัยรุ่นผมเคยเขียนจดหมายไปขอกีตาร์จากแม่ แต่แม่กับส่งเสื้อผ้ามาให้ ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าทำไม ตอนนี้เข้าใจแล้วครับ แม่กำลังสอนเรื่องคำว่า "จำเป็น"

ก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยคณะวิศวะผมตั้งใจว่าบาร์ผับมีกี่ที่จะเข้าให้หมด แต่แม่โทรมาสั่งว่าห้ามกินเหล้า ผมเลยต้องเข้าชมรมพุทธแทน

ตอนขึ้นปี 4 ผมไม่มีเงินเรียน ผมโทรบอกแม่ว่าจะดรอปไปหางานทำก่อน แม่ไปคุยกับเจ้านายแม่ เจ้านายแม่เลยออกค่าเทอมให้ผม

ตอนผมรับปริญญา แม่ไปตัดชุดสวยๆสีชมพูเพื่อมางานรับปริญญาผม แล้วผมก็เห็นแม่ใส่แค่ครั้งเดียว

เนี่ยแหละครับ ผู้หญิงที่ผมรัก...  ถึงเวลาต้องตอบคุณท่าน แต่ผมเลือกที่จะตอบแทนคุณท่านแบบข้ามชาติ วันนี้ผมอาจไม่ได้มีดอกมะลิกลับบ้านกลับไปกราบแม่เหมือนลูกคนอื่นเขา เนื่องเพศภาวะแห่งภิกขุ แต่สิ่งที่มอบให้คือบุญบารมีีจากการบวชในทุกๆอนุวินาทีที่จะติดตามแม่ไป แม้ในวันที่เราต้องจากกันไปในที่ที่ไกลแสนไกล...

.. วันนี้โทรไปให้พรโยมแม่ เล่าเรื่องที่พี่ชายกับน้องชายโพสต์รูปโยมแม่ลงในเฟส ท่านดีใจปลื้มใจ ท่านเป็นห่วงลูกๆทุกคน

ปั่นจักรยานขายขนมครกแล้วมาเล่าให้ฟังโดย
หลวงพี่ฮอน

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ตามหา​สามเณร​ตะวัน​ชัย​

     

     ความสุข​ของผมอย่างหนึ่ง คือ การได้เดินจากชมรมพุทธไปบูชาเจดีย์ค่ำคืน กลางคืน​อากาศ​เย็น​สบาย​โดย​เฉพาะ​ช่วงนี้​อากาศ​จะ​ฉ่ำๆเพราะความชื้น​จากฝน วันนี้เลยชวนหลวงพี่ตั้มไปบูชาเจดีย์ด้วยกัน ระหว่าง​เดิน​เรา​ก็จะคุยเรื่องต่างๆมากมาย ส่วนใหญ่​ก็​เป็นเรื่อง​สถานการณ์​ของวัด​เรื่องข่าวต่างๆ ก็ต้องยอมรับว่าต้องตามข่าวจริงๆเพราะไม่รู้ว่าคนพาลจะรังแกเราวิธีไหนอีก แต่ไม่ว่าจะรังแกเราแบบไหน วิธี​สู้ของเราก็ยังคงเหมือนเดิม คือ ไม่สู้​ ไม่หนี ทำดี​เรื่อยไป​
     
     พอ​มา​ถึง​สภาฯ เจอ​โยมๆเต็มไปหมด มุ้งนี่กางเรียงเป็นแถวเป็นแนว ทุกคน​ล้วน​อยู่​ใน​เครื่องแบบ​สี​ขาว​ แสดง​ถึง​ความ​ตั้งจิตตั้งใจมาปฏิบัติธรรมและมุ่งมั่นปกป้องพระพุทธศาสนาไปด้วยกัน ผมเดินมาถึงข้างสเตทไม้ จู่ๆก็มีเสียงโยมป้าคนหนึ่งดังขึ้นมา "หลวงพี่นิมนต์ค่ะ"  ผมก็นึกว่าป้าแกจะถวายปานะ ก็ดีเหมือนกัน เดินมาไกลรู้สึกกระหายน้ำพอดีเลย ปรากฏ​ว่า​โยมป้าไม่ได้ถวายน้ำ ป้ามารายงานข้อมูล ป้าบอกว่า "มีผู้ชายเสือดำๆ มาตามหา​สามเณร​ตะวันชัย  ป้าก็ไม่รู้ว่าจะไปหาได้ที่ไหน ผู้ชายคนนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ รบกวน​หลวงพี่ช่วยจัดการทีคะ"  ผมก็ตอบป้าไปว่าได้เลยโยมป้า ว่าแล้วผมก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น หวัง​กวดให้ทันชายเสื้อดำ ชายเสื้อดำไปหยุดตรงจุดพยาบาล กำลังโทรศัพท์คุยกับใครสักคนอยู่ ผมก็รอจนเขาคุยเสร็จ เลยถามโยมผู้ชายเสื้อดำว่าได้คุยกับพระอาจารย์ของสามเณรรึยัง โยมผู้ชายเสื้อดำทำหน้างงๆ ผมก็ถามว่าโยมมาหาใครที่วัดเหรอ โยมก็ตอบด้วยสำเนียง​แปลกๆว่า ผมมม มา หะ โรง ตะวัน ชัย สำเนียง​โยม​แปลกมาก รูปร่างก็สูงใหญ่ผิวขาวเหมือนคนเกาหลี ผมก็เลยถามว่า "โยมเป็นคนไทยรึเปล่า"  โยมตอบมาว่า "ผมมม เปน คง ไท แต่ ไปโต ที สหรัฐอเมริกา​ ผมมม มาจาก​ อาซูซ่า ชื่อ แอนดี้ จะ​ มา​ เปน ครูพละ กับ​ ภาษาอังกฤษ​ ที โรง เรียน ตะวันชัย"  พอฟังจบตัวผมถึงบางอ้อเลยทีเดียว ว่าเขานัดพบครูโรงเรียนตะวันชัยที่สภาฯ ไม่ได้ตามหาสามเณรตะวันชัย 5555 หลวงพี่ตั้มก็โทรหาครูให้ ปรากฏ​ว่าโรงเรียนเขากลับไปตั้งแต่เที่ยงแล้ว พอผมรู้ว่าแอนดี้เก่งภาษาอังกฤษก็อยากลองคุยภาษาอังกฤษดู แต่คงทำให้แอนดี้งงเข้าไปอีก5555 ก็ได้แค่คิดในใจไปก่อน ก่อนจากกันแอนดี้ยกมือมาไหว้แล้วพูดภาษาอังกฤษว่า "แซงคิว"  ผมก็เลยโชว์ภาษาอังกฤษตอบกลับไปว่า "แซงคิว"  แอนดี้ทำหน้างงๆ ผมเดินออกมาสักระยะจึงนึกได้ว่าใช้คำผิด ที่จริงต้องตอบว่า "ยัวเวลค่ำ"  ใช่ไหมเนอะ 555 มิน่าแอนดี้ทำหน้างงๆ 
     
     สุดท้ายผมก็ได้บูชาเจดีย์สมใจ และได้ปานะเย็นๆจากโยมพี่ต่ายด้วย555 เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "เราอาจตามหาใครต่อใครไม่พบยังไม่น่ากลัวเท่ากับตามหาใครในกลางกายไม่เจอ" หลับในอู่ทะเลบุญครับ

ตามหาสามเณรแล้วมาเล่าโดย
หลวงพี่ฮอน

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

รู้ได้ไงเนี่ย... อุตส่าห์​เนียน​


     พระ​อย่างผมต้องเดินทางบ่อยๆ ตาม​ที่​เขา​ให้ช่วยไปสอน สอนเด็กเล็กบ้าง เด็กโต​บ้าง​ คุณครูบ้าง และหลายๆ ครั้ง​ต้องแวะฉันเพลระหว่างทาง ผมก็ทำตัวสงบๆ เงียบ​ๆ โดย​เฉพาะ​สถานการณ์​คนพาล​รังแก​วัดอย่างนี้ ถ้าเขาไม่ถามว่าอยู่วัดไหนผมก็เงียบๆดีกว่า แต่ถ้าถามผมก็ตอบตรงๆ ว่ามาจากวัดพระธรรมกาย แล้วโยมมีอะไรจะถาม เชิญ!  

     ครั้งหนึ่ง​ผม​ต้อง​ไป​สอนเด็กที่​นครปฐม​ และต้องแวะฉันเพลที่ร้านอาหารข้างทาง ร้านนี้เป็นร้านข้าวขาหมูกับก๋วยเตี๋ยว คนขายน่าจะเป็นสามีภรรยากัน ภรรยา​เป็นคนทำอาหาร ส่วนสามีเป็นลูกมือคอยดูแลลูกค้า ครั้งแรก​ที่ผมเดินเข้าไปในร้านนี้ โยม​ผู้ชาย​กุลีกุจอ​มา​ต้อนรับ​ปฏิสันถาร​พระ​อย่างเร็ว​ สอบถาม​ภัตตาหาร​ที่จะฉันอย่างนอบน้อม เวลาจะมาถวายก็ถอดร้องเท้าทุกครั้ง พอ​ฉัน​เสร็จ​น้อง​ที่​มาด้วยจะไปจ่ายค่าข้าว แต่เหมือนโยมจะไม่เก็บตังค์ค่าภัตตราหารพระ  ​ใจ​ผม​ก็คิดว่าโยมคงจะเป็นคนใจบุญทั่วๆไป แต่​อากัปกิริยา​โยมคนนี้ที่ต้อนรับพระอย่างดียิ่งยังคงอยู่ในใจผม 

     แล้ว​ผมก็มีเหตุให้ต้องไปสอนเด็กที่นครปฐมอีครั้ง ก็​เลยคิดถึงโยมคนนี้ขึ้นมา ผมเตรียมหนังสือธรรมะไปด้วย เผื่อ​ได้แวะร้านนี้อีก แล้ว​สารถี​ก็​พา​แวะ​ร้านอาหาร​นี้จริงๆ รอบนี้เขาถวายข้าวขาหมู เกาเหลา​ และกาแฟเย็น พอฉันเสร็จ โยม​ก็ไม่เก็บตังค์พระอีกแล้ว ผมจึงเชิญโยมมารับพรพระใกล้ๆ ให้​พร​บาลี​เสร็จ​ก็จบด้วยพรภาษาไทย แต่​ให้​ออกแนวๆ ทั่วไป​ ไม่ได้​ให้แบบจัดเต็มแบบคนวัด กลัว​โยม​จะ​งงและไม่เข้าใจ ให้​พร​จบ​ก็​มอบ​หนังสือ​ธรรมะให้ ก่อน​ลุก​จาก​เก้าอี้​โยมก็ถามว่า "วัน​อาทิตย์​นี้​ไม่​จัด​ต้นเดือน​เหรอ​ครับ"  โอ้ววว! ผม​ตกใจ​ว่า​โยม​รู้ได้ไงว่าผมมาจากวัดพระธรรมกาย 555 ก็เลยได้คุยกันอีกนิดนึง​ ผมก็ งงๆ ปลื้มๆ ขึ้นรถเดินทางต่อไป 

     อืม... มิน่ามิน่า​ โยมถึงดูแลพระอย่างดี เพราะโยมเป็นคนวัดนี่เอง โยมมาวัดบ่อยจนน่าจะสามารถรู้ได้ว่าพระรูปไหมมาจากวัดพระธรรมกาย เออ.. แล้วโยมเขารู้ได้ไงเนอะ?  การ​เช็ด​จาน สีจีวร หรือ​ อะไรเนอะ???? 

ฉัน​ข้าว​ขา​หมู​แล้วเอามาเล่าโดย
พระฮอน