วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

คิด​แทน​เรา



     มี​บางครั้ง​ที่​ใคร​บางคนอาจ​จะ​คิด​แทน​เรา​ ซึ่ง​มันใช่หรือไม่ก็ไม่รู้ แต่​มันมี​ข้อ​ดี​ของ​เรื่องนี้​นะ​ คือ​ เรา​จะได้​ "หยุด​คิด​ไป​เรื่องหนึ่ง" แล้วสิ่ง​ที่​ตาม​มาติดๆนั้นก็คือ "เราคงต้องเตรียม​ใจ​สำหรับ​ผล​ที่จะ​เกิด​จาก​เรื่อง​นั้น"... มัน​อาจจะ​ดี​ก็​ได้​(เสียง​ต่ำ)

ทางลัด

    
      ทางลัด​ คือ​ ทาง​ที่​ทำ​ให้​เรา​ถึง​ที่หมาย​ได้​เร็ว​ ผมเองก็เลือกทางลัดในการเดินมาลงเทศน์คุณครู เพราะ​ทาง​ปกติ​จะ​ยาว​กว่านี้​ประมาณ​สามเท่า​ แต่​การ​ได้มาซึ่งระยะทางที่ใกล้ก็ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน บางช่วง​พื้นดิน​เป็น​โคลน​ บางช่วง​เป็นป่าหญ้า แม้​เดิน​มา​มืดๆ​ก็ต้อง​ระวัง​สัตว์​ร้าย​

      การ​สร้าง​บารมี​ให้​ได้​มาก​เพื่อ​ลด​ระยะทาง​ไป​พระ​นิพพาน​ก็​เช่นกัน​ ต้อง​ใช้​ความอดทน​มากกว่า​ผู้อื่น​ ต้อง​สละ​ใน​สิ่ง​ที่​ยาก​ บางครั้ง​ต้อง​ทน​กับ​ความ​ไม่​เข้า​ใจ​จาก​คน​รอบข้าง​ แต่​มัน​คุ้ม​ที่จะ​ทำ...

ห้องรับรองพระ

     เมื่อวาน​ก่อน​ต้องลงจากดอยเพื่อไปเทศน์คุณครูที่เขาแก้ว เครื่อง​ผม​จะออกตอนทุ่มห้าสิบ โห.. นั่ง​รอ​สองชั่วโมงกว่า แต่ดีที่สนามบินมีห้องรับรองพระ รถตู้​มาส่งผมหน้าทางเข้าอาคารสนามบิน ผมเห็นพระสองรูปกำลังเดินเข้าไปในอาคาร ผมเลยบอกกับน้องที่มาส่งว่า "สงสัยจะ​ได้​นั่ง​คุย​กับ​พระอาจารย์​สอง​รูป​ตลอด​สองชั่วโมงแน่เลย" ไป​ที่​เคาน์เตอร์​เชคอิน​ก็​เจอ​ท่าน​กำลัง​เชคอิน​อยู่​ พอ​ท่าน​เชคอิน​เสร็จก็ได้ทักทายกัน​ พอ​ผม​เชคอิน​เสร็จ​ก็​มุ่งหน้า​ไป​ห้อง​รับ​รอง​พระ​เลย​ ซึ่ง​อยู่​ชั้นสอง​พอ​ขึ้น​บันไดเลื่อน​แล้ว​เลี้ยว​ซ้าย​ หน้า​ห้อง​รับ​รอง​มี​รองเท้า​คู่​เล็กๆ​ถอดอยู่หนึ่งคู่ ผมจึงคิดว่าคงมีพระอยู่หนึ่งรูป แต่​พอ​เปิด​ประตู​ไป​เท่านั้น​แหละ​ครับ​ ไม่​เจอ​พระ​สักรูป​ เจอ​แต่​โยม​สีกา​กำลัง​นั่งสมาธิ​อยู่คนเดียว เอาไงดี! พระเข้าไปคงไม่เหมาะ อ่ะ! ยกห้องนี้ให้โยมล่ะกัน โยมกำลังนั่งปฏิบัติธรรม​อย่างสงบ​ ผมเลย​ต้อง​ไป​หา​ที่​นั่ง​เอา​ดาบ​หน้า​ ผ่านจุดตรวจสุดท้ายแล้วไปหาที่นั่งใกล้ๆ Gate​ 5​ ได้​ที่ว่าง​ๆ​ ติด​ห้องน้ำ​ มุมนี้กำลังดีเหมาะแก่การนั่งหลับตาสองชั่วโมง ผมนั่งไปไม่กี่นาที พระ​สอง​รูป​ที่เจอกันตรงเคาน์เตอร์​เชคอิน​ท่าน​ก็​มา​ ผมเลยนิมนต์ท่านนั่งรอด้วยกัน ได้สอบถามว่าท่านจะไปไหน ท่าน​บอก​ว่า​จะไป​ลง​ที่​สนามบิน​อู่ตะเภา​ ผมก็บอกว่าบ้านเก่าผมก็อยู่ใกล้สนามบิน ท่าน​ก็​เลย​ทาย​ว่า​ผม​เรียน​จบ​จาก​สิงห์​สมุทร​ ผมบอกว่าใช่ครับ ผมทราบว่าท่านเรียนจบจากโรงเรียนสิงห์สมุทรเช่นกัน เป็นรุ่นพี่ห่างจากผมหนึ่งรอบ คือ​ รุ่นสีเหลืองเหมือนกัน แต่ท่านจบปี 39 ส่วนผมจบปี 45 ท่าน​ไป​เรียนต่อที่​ ม.กรุงเทพ​ เรียนจบก็ทำงาน แล้วก็เกิดอยากบวช ตอนนี้​ท่านบวชมาได้สี่พรรษาแล้ว ท่าน​ก็​เป็น​คนหนึ่​ง​ที่​อาจารย์​สมพงษ์​ พาไปทำกิจกรรมด้วย ของท่านจะเป็นแนวแสดงดนตรี จากนั้นเราก็เริ่มไล่ชื่ออาจารย์ในโรงเรียนกัน

อาจารย์​อมร​
อาจารย์​ทัศนีย์
อาจาร์ถนอมศรี
อาจารย์​ป๊อด​
ฯลฯ

คุยเรื่องอาคารเก่าในโรงเรียนที่มีเรื่องเล่าลี้ลับ
คุยเรื่อง ผอ.

      คุยกันเพลินจนหกโมงครึ่งเครื่องท่านต้องออกก่อน​ ก็ได้​ร่ำลา​กัน​ ถ่ายรูป​แลกเบอร์กับศิษย์โรงเรียนเดียวกัน

แล้วผมก็ต้องนั่งเหงาๆคนเดียวต่อไป....

      ใคร​จะ​รู้​ล่ะครับครับว่า อาจารย์​สมพงษ์​ หุ่นสะดี​ ท่าน​สร้าง​ศิษย์​ให้​ไป​รับใช้​สังคม​รับใช้​พระศาสนา​มามากมายขนาดไหน

หน้า​ที่​คุ้นเคย

     คืนก่อน​ลง​เทศน์​เรื่อง​กฎแห่งกรรม​ใน​โครงการ​ปฏิบัติธรรม​คุณ​ครู​ แต่​พอ​มอง​ไป​โซน​หลัง​ห้อง​เท่านั้น​แหละ​ อึ้ง... ไป​สาม​วินาที​ เพราะ​ผม​เห็น​หน้า​ที่​คุ้นเคย​ นั้น​คือ​อาจารย์​ผม​ อาจารย์​สมพงษ์​ หุ่นสะดี​ อาจารย์​คน​แรก​ที่​สอน​พุทธศาสนา​ได้​สนุก​ บางชั่วโมงก็ดีดกีตาร์​ร้องเพลงกัน บางครั้ง​ก็​สอน​ลีลาศ​ อาจารย์​มีคำสอน​ที่​ตรง​ๆ​ ง่าย​ๆ​ เวลา​สอน​ลูกศิษย์​ เช่น​ เวลา​สอน​นักเรียน​หญิง​ครู​มัก​จะ​บอกว่า​ "ถ้า​ใน​อนาคต​เธอ​จำเป็น​ต้อง​แต่งงาน​กับ​ผู้​ชาย​คน​ใด​ก็ตาม​ ให้​เธอ​ไป​ดู​ที่​บ้าน​ของ​มัน​ ว่า​มัน​เลี้ยง​ดูพ่อแม่​ของ​มัน​ดี​รึเปล่า​ ถ้า​มัน​ยัง​ไม่​เลี้ยง​ดู​พ่อแม่​ของ​มัน​อย่าง​ดี​ อย่า​หวัง​ว่า​ถ้าเธอ​ไป​อยู่​กับ​มัน​ มัน​จะเลี้ยงดูเธอดีกว่าพ่อแม่ของมัน"
มี​ครั้ง​หนึ่ง​พวก​ผม​อ่าน​หนังสือ​เตรียม​สอบ​ธรรมะ​ศึกษา​ชั้นเอก​ไม่ทัน​เลย​ไป​ขอ​อาจารย์​ว่า​จะ​ไม่เข้า​สอบ​ อาจารย์​บอกว่า​ "แล้ว​ตอน​นี้​มัน​สอบ​รึ​ยัง​ล่ะ​ เอง​ยัง​มี​เวลา​อ่าน​อีก​คืน​นึ่ง​ รีบกลับไปอ่านซะ" ผม​ก็ได้ตอบว่าครับ แล้วรีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือถึงตีสองตีสาม เช้า​มา​ก็​เดิน​ทางไป​สอบ​ ผลสอบ​ปี​นั้น​พวกเรา​สอบ​ผ่าน​กันทุกคน แล้ว​ไม่ว่า​จะ​ไป​งาน​ไหน​ก็ตาม​ อาจารย์​จะ​สอน​ว่า​ให้​กลับ​คน​สุดท้าย​เสมอ​เพื่อ​ช่วย​เขา​เก็บ​งาน... มี​อีก​หลาย​คำสอน​มากๆ​ ที่ท่านสอนผม แต่​เรื่อง​เด่น​ที่​สุด​คือ​ท่าน​ดึง​ผม​เข้า​สู่​โครงการ​ตอบ​ปัญหา​ธรรมะ​ทาง​ก้าวหน้า​ วันนั้น​อาจารย์​เอา​แบงค์ร้อย​ทำ​เป็น​พวงมาลัย​ เอา​พวงมาลัย​นั้น​สวมคอ​แล้ว​ขึ้น​ไป​บน​เวที​พร้อม​ทั้ง​พูด​กับ​นักเรียน​หลายร้อยคนว่า "พวก​เธอ​อยากจะส่งตัวเองเรียนจนจบมหาวิทยาลัยโดยที่ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ไหม ถ้า​เธอ​สนใจ​ เย็นนี้​ไป​พบ​ครู​ที่​ห้อง​จริยธรรม" นั้นแหละ​ครับตก​เย็น​ผม​รีบวิ่งไปทันที ไปถึง​อาจารย์​ให้​หนังสือ​มงคล​ชีวิต​มาหนึ่งเล่ม แล้ว​สั่ง​ว่า​ให้กลับ​ไป​ท่อง​หัวข้อ​ทั้ง​ 38 มงคล​ให้ได้​ ตั้งแต่​วันนั้น​หลัง​เลิกเรียน​ผม​ก็​จะไป​เรียน​กับ​อาจารย์​ทุกวัน​เลย....

      ตอนนี้​อาจารย์​เกษียณ​มา​สอง​ปี​แล้ว​ ก็​ใช้​เวลา​ว่าง​มา​เข้า​ปฏิบัติ​ธรรม​ตาม​โครงการ​ต่าง​ๆ​ สุดท้าย​อาจารย์​ถาม​ผม​เรื่อง​เป้าหมาย​การ​บวช​ ผมจึงตอบอาจารย์​ว่า​ "..........."

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

เคล็ดไม่ลับ...เปลี่ยนวัยรุ่นให้เป็นพระแท้ ตอน ทำไมต้องไปภาคสนาม

..........ภาคสนามกับการบวชมันเกี่ยวกันอย่างไร ทีแรกผมเองก็สงสัยครับ ว่าผมเนี่ยจะไปบวชภาคฤดูร้อนที่วัดพระธรรมกายเนี่ยทำไมต้องไปภาคสนามด้วย เราก็ไม่ได้ไม่รบกับข้าศึกอะไรสักหน่อย ผมก็แค่อยากจะไปบวชทดแทนพระคุณพ่อพระคุณแม่ก็แค่นั้นเอง เอาว่ะ! คงมีอะไรดีๆบ้างแหละ เขาจัดกันมาทุกๆปีนิ

..........ปิดภาคเรียนใหญ่ นิสิต ม.บูรพา ต่างดีใจได้กลับบ้านกันอย่างมีความสุข แต่มีนิสิตหนุ่มหน้าตาดีกลุ่มหนึ่งไม่ได้กลับบ้าน พวกเขากำลังจะไปกอบกู้โลก! ไม่ใช่แหละคนละเรื่อง....   พวกเขากำลังจะไปบวช ใช่แล้วครับท่านผู้ชมท่านฟังไม่ผิดหรอกไปบวชจริงนั้นแหละครับ แล้วก็ไปบวชที่วัดพระธรรมกายด้วย โห...ชื่อวัดนี้ได้ยินทางทีวีออกบ่อยเนอะ5555 

..........ผมฟังรุ่นพี่ชมรมพุทธว่าการบวชภาคฤดูร้อนที่วัดพระธรรมกายนั้นแบ่งเป็นช่วงๆ ผมสรุปได้ว่ามีด้วยกันสามช่วง คือ ภาคสนาม ถือศีลแปด และบวช พี่เขาบอกว่าแต่ละช่วงนั้นจะทำให้เรากลายเป็นพระแท้ที่สมบูรณ์ พี่เขาบอกเรื่องพระแท้อะไรเนี่ยผมก็ยังไม่เข้าใจหรอก เราก็เห็นพระห่มจีวรเหลืองก็คิดว่านั้นและพระ แล้วพระแท้เนี่ยจะเป็นอย่างไรหนอ?

..........ภาคสนามด่านแรกที่เราจะต้องบุกตลุยเพื่อไปเอาคัมภีย์เจ้ายุทธภพ5555  กำหนดการเราจะต้องไปขึ้นรถที่จุฬาฯ แต่ก่อนวันนัดหมายเราต้องมาพักที่ชมรมพุทธศาสตร์สากลฯก่อน ชมรมพุทธศาสตร์สากลฯอยู่ตรงไหน? ก็อยู่ในวัดพระธรรมกายนั้นแหละครับ อยู่เขตมูลนิธิธรรมกาย ถ้าท่านเข้าตรงประตูคลองหลวง ก่อนถึงวงเวียนด้านขวามือนั้นละครับ บางท่านบอกเคยได้ยินชื่อชมรมแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนก็มี555 

..........ก่อนไปภาคสนามพี่เขาบอกให้จัดกระเป๋า ให้เตรียมชุดลุยสักสามสี่ชุด อุปกรณ์อาบน้ำ ไฟฉาย ยาประจำตัว และเสื้อขาวหนึ่งตัว เสื้อขาวเอาไว้ใส่วันสุดท้ายตอนจะเข้าวัด ผมและเพื่อนๆ เก็บของเสร็จก็เดินทางมาที่ชมรมพุทธศาสตร์สากลฯ ช่วงเย็นๆค่ำๆเราคุยกันว่า ไหนๆก็จะบวชแล้ว เราคงไม่ได้กินข้าวเย็นอีกนาน อย่าว่ากระนั้นเลย เราแอบไปหาอะไรกินหน้าวัดกันดีกว่า5555 เด็กวัยรุ่นแห่งเทาทองเดินออกหน้าวัด ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเดินต่อไปทางอำเภอคลองหลวง เราไปลงเอยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหมี่เกี๊ยว กินกันแบบสั่งลาเลยทีเดียวครับ แต่ในใจลึกๆก็กลัวเรื่องที่พี่เขาเคยเล่าว่า คนจะบวชเนี่ยมารมันจะมาขวาง เพราะการบวชเป็นบุญใหญ่ กินๆไปผมชักเสียวๆ เสียวสิบล้อพุ่งชนร้านจังเลย5555 คงได้ลงข่าวหน้าหนึ่งว่า "กลุ่มนิสิตหนุ่มตั้งใจมาบวชบุญไม่ถึงสิบล้อแหกเสยร้านก๋วยเตี๋ยวดับอนาถถถถ" โชคดีไม่มีอะไรเกิดขึ้นเรากินเสร็จก็รีบกลับเข้าวัดไปนอนพรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้า

..........เช้าแล้วๆตื่นเต้นๆ พวกเรากำลังจะนั่งรถบัสไปจุฬาฯ ในรถมีเพื่อนๆจากหลายมหาลัย บางคนผมก็คุ้นๆเพราะเคยมาเข้าค่ายด้วยกัน แต่ก็ยังไม่รู้จักชื่อ แล้วในรถเขาก็นั่งรวมกลุ่มกันเป็นสถาบันๆ พวกเราเด็ก ม.บู ก็รวมๆกันไว้เหมือนกัน มาถึงจุฬาฯก็มีเพื่อนจากมหาลัยอื่นๆมารออยู่แล้วส่วนหนึ่ง ที่ๆเรามาร่วมกันเป็นสนามหญ้าอยู่ข้างอาคารสวยๆ
เมื่อมาถึงพี่ staff ก็ให้พวเราลงทะเบียนแล้วไปนั่งรอเพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนนายร้อย ก่อนขึ้นเขาก็มีการแนะนำพี่ staff ที่จะไปดูแลพวกเราที่โรงเรียนนายร้อยด้วยครับ ซึ่งพี่เขาจะใส่เสื้อเขียวๆเหมือนกันหมดเลย น่าจะไปซื้อมาจากร้านเดียวกันแหงๆ

..........ถึงเวลาต้องเดินทางเราก็ไปขึ้นรถบัส รถบัสน่าจะสักสี่ห้าคัน จะวิ่งไปเป็นขบวนๆ ข้างหน้ามีรถตำรวจนำ อย่างเท่เลยครับในชีวิตเพิ่งเคยนั่งรถแล้วมีรถนำขบวน แต่พี่ตำรวจเขามาส่งแค่นอกเมืองครับ หลังจากนั้นรถบัสวิ่งไปเอง แง้วววว เท่ไม่สุดทาง...

เมื่อเราเข้าเขตโรงเรียนนายร้อย แต่ยังไปไม่ถึงที่พัก ครูฝึกที่เป็นทหารก็ให้เราลงจากรถบัสแล้วให้มาที่ศาลาวงกลมก่อน   ภายในศาลาวงกลมประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ ครูฝึกให้เราวิ่งเพื่อเป็นการสักการะ แล้วเราจะวิ่งกี่รอบกันดี ก็ตามจำนวนรุ่นที่เราจะบวชไง ปีนี้เป็นโครงการธรรมทายาทรุ่นที่ 32 นั้นหมายความว่าเราจะต้องวิ่งรอบศาลาวงกลม 32 รอบ อ่ะจัดไปครับ วิ่งเสร็จก็ถ่ายรูปหมู่กันสักหน่อย


..........ถ่ายรูปเสร็จครูฝึกสั่งให้พวกเราวิ่งขึ้นรถให้เร็วที่สุด แล้วก็เป่านกหวีด ปี๊ดดดดด! พวกเราใช้เกียร์หมาวิ่งขึ้นรถทันที555 รถบัสก็วิ่งต่อไปอีก ผมก็คิดว่าคงจะไปที่พักเลย ที่ไหนได้แวะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียนนายร้อยอีกแห่ง ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีประชาชนเคารพนับถือมาก ตามประวัติท่านเป็นนายด่านเมืองนครนายกสมัยอยุธยา  เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๐ ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขณะที่ไทยติดพันศึกกับพม่า เขมรได้เข้ามารุกราน และกวาดต้อนผู้คนแถบปราจีนบุรี เพื่อนำกลับไปเขมร และได้ยึดเมืองปราจีนบุรีและเมืองนครนายก ขุนด่านได้รวบรวมชาวเมืองถอย ไปตั้งหลักที่เขาชะโงก แล้วยกกำลังเข้าขับไล่เขมรออกจากนครนายกจนเขมรแตกพ่ายไป ครูฝึกสั่งให้พวกเราวิดพื้นเพื่อสักการะท่าน ขึ้นลงสุดนับพร้อมกัน

และแล้วเราก็มาถึงที่พักของเราจนได้ ที่พักของเราก็คือกองร้อยทหารนั้นแหละครับ มีโรงนอน ห้องน้ำรวม น่าอยู่มากเลย บรรยากาศลูกผู้ชายๆดี โชคดีนะที่เราเอากางเกงบอลมาใส่อาบน้ำด้วย5555

..........สามคืนสี่วันที่เราจะอยู่ที่นี่ ลุยยยย! กิจกรรมที่นี่เริ่มต้นด้วยการฝึกระเบียบแถวซ้ายหันขวาหันกลับหลังหัน หลายคนอาจจะบอกชิวๆ ลูกเสือ รด. เราผ่านมาหมดแล้ว แต่อันนี้เนื่องจากเรามากันหลากหลายมาก มันจึงเกิดปัญหาสิครับ จัดแถวช้าบ้าง แถวไม่ตรงบ้าง โดนสั่งวิดพื้นจนหมดแรง พอหมดแรงก็เลยถูกสั่งกางมุ้ง ผมสังเกตว่าพวกเราเริ่มที่จะใส่ใจคนอื่นมากขึ้น แม้เรายังไม่รู้จักชื่อกันก็จะเรียก นายๆ คุณๆ พยายามกระตุ้นให้จัดแถวให้เร็ว เพราะครูฝึกสายโหดมองเราอยู่โดยเฉพาะคนที่ใส่หมวกคาวบอย


ครูฝึกท่านนี้เสียงดังมาก แบบว่าสั่งทีได้ยินทั้งสนามฟุตบอลกันเลยทีเดียว555555 

..........ต่อมาเราก็ไปเข้าฐานกิจกรรมที่ให้ข้อคิดต่างๆ  เช่น เกมส์กู้ระเบิด ที่จะมีเชือกฟางประมาณสิบเส้นปลายข้างหนึ่งผูกกับหนังยางและอีกปลายมาผูกกับเอวสมาชิกในกลุ่ม ช่วยกันเอาหนังยางมารัดคอขวดให้ได้ เกมส์นี้ได้เรื่องความสามัคคีครับ ต้องร่วมแรงร่วมใจกันจึงจะสำเร็จ
อีกฐานผมเรียกชื่อไม่ถูก คือ ทุกคนเอาผ้าปิดตายืนค่อมไม้ไผ่ลำยาวๆ ข้างหน้ามีต้นไม้ที่ติดลูกโป่งไว้ กติกาคือจะมีหนึ่งคนที่ไม่ได้ค่อมไม้ไผ่คอยบอกซ้ายๆขวาๆ ถ้าตรงแล้วสั่งแทงให้โดนลูกโป่งให้แตก เกมส์นี้ได้เรื่องการฟังผู้นำ และยังมีฐานทดสอบกำลังใจต่างๆอีกมากมาย เช่น ไต่เชือก ลอดลวดหนาม ปีนกำแพง จบแต่ละฐานพี่เลี้ยงทหารจะสรุปข้อคิดให้ ส่วนกลางคืนวันแรกมีฐานทดสอบกำลังใจแบบผีๆ มีโลงศพข้างหน้า ครูฝึกจะมาเล่าเรื่องผีๆน่ากลัว แล้วปล่อยให้ไปใกล้โลงศพทีละคน จากนั้นเราจะเจอ แบร๊ะ! พี่เลี้ยงทหารปลอมเป็นผีมาหลอก5555


..........เวลากินข้าวแต่ละมื้อนี้ลำบากมาก ต้องตบฉากมุดโต๊ะกันหลายรอบกว่าจะได้กิน แต่ข้าวทหารอร่อยมากนะครับ หรือว่าเราเหนื่อยจนหิวจัดก็ไม่รู้เนอะ55555


วันที่สองครูฝึกให้เราเดินทางใกล้โดยให้เตรียมเป้สนาม เต็นท์ทหาร และอุปกรณ์พิเศษ โดยให้ตัวแทนกลุ่มมาจับฉลาก บางกลุ่มได้มอเตอร์ไซด์เก่าๆ บางกลุ่มได้กลองยาว บางกลุ่มได้ขนม กลุ่มผมไม่ได้อะไรเลย ครูฝึกสั่งให้แบกของที่ได้ไปด้วยห้ามทิ้งกลางทาง เป้าหมายการเดินทางไกลคือเราจะขึ้นเขาชะโงกกัน เขาบอกว่าใครมาโรงเรียนนายร้อยแล้วยังไม่ได้ขึ้นเขาชะโงกแสดงว่ายังมาไม่ถึง เขาชะโงกที่เราจะขึ้นนี่สูง 285 เมตร ครับ ดูเหมือนไม่เท่าไหร่แต่อุปกรณ์ต่างๆมันเต็มหลังเราไปหมดเลย คงจะเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย

เมื่อเราเริ่มเดิน ช่วงพื้นราบสบายๆครับ พอเริ่มขึ้นเขาเท่านั้นแหละ อาการเริ่มออก แต่พี่เลี้ยงทหารจะเชียร์เราตลอด พาเราร้องเพลงต่างๆให้เรามีแรงฮึด กลุ่มที่มีกลองยาวก็ตี เท่ง ป๊ะ เท่ง ป๊ะ กันอย่างมัน กลุ่มแบกมอเตอร์ไซด์นี่ลำบากหน่อยต้องช่วยกันแบก กลุ่มที่มีความสุขสุดน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ขนม เดินไปกินไปอย่างมีความสุข5555     เราเดินไปก็ชมธรรมชาติไปด้วย แต่พอยิ่งสูงยิ่งเหนื่อยคิดว่าเมื่อไรจะถึงว่ะเนี่ย จากมองวิวข้างทางก็กลายเป็นมองเท้าเพื่อนข้างหน้า คิดไปแค่ทีละก้าวทีละก้าว จู่ๆความคิดที่ว่าเมื่อไรจะถึงยอดเขามันหายไปเฉยเลย ความคิดมีแค่ก้าวซ้ายก้าวขวาเท่านั้น ผมจึงได้ข้อคิดว่าเราควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า อย่าพึ่งไปกังวลกับอนาคตที่มันยังมาไม่ถึงเลย มันจะทุกข์ใจมากกว่าจริงไหมครับ และผมคิดว่าถ้าทำปัจจุบันให้มันดี โอกาสที่จะทำให้เรื่องในอนาคตมันดีได้มันก็น่าจะเป็นไปได้สูงนะครับ คิดเรื่องนี้ไปมาเราก็มาถึงแล้ว "ยอดเขาชะโงก" เย้! ถ่ายรูปสักหน่อยดีกว่า แต่ท่านจะไม่เห็นผมในรูปหรอก เพราะนั่งหอบอยู่ข้างหลัง 555555


จากนี้เป็นเรื่องของการลงเขา ลงเขานี่แทบจะวิ่งลงเลยครับ แค่เราเบรคดีๆ ไม่ต้องใช้แรงมากมายเหมือนกับตอนขึ้นเขา เหมือนชีวิตเราอาจจะเจออุปสรรคมากมายแต่เมื่อผ่านมันได้ก็จะสบายแล้วครับ เราลงถึงจุดหนึ่งครูฝึกสั่งให้หยุดเดินแล้วรวมกลุ่มกันไว้ ท่านบอก "วันนี้จะมีการแสดงการโรยตัวจากหน้าผาของนักเรียนนายร้อย ใครอยากดูบ้าง?" พวกผมนี่รีบยกมือเลย ดีใจว่าจะได้ดูของจริงๆแล้ว เมื่อก่อนแค่ดูแต่ในหนัง

สักพักครูฝึกประกาศว่า "ต่อไปนี้เป็นการแสดงการโรยตัว ให้มองบนยอดหน้าผา อ้าว! ขอเสียงปรบมือหน่อย" พวเราปรบมือรั่วๆ แป๊ะๆๆๆๆๆ ทันใดนั้นมีพี่ทหารวิ่งถอดเสื้อออกมาจากข้างต้นไม้ ในมือถือกระป๋องแป้ง แล้วภาพอันสยอดสยองก็เกิดขึ้น เมื่อพี่ทหารเอาแป้งที่ถือมาโรยตัวเองจนขาวทั้งตัว เสียงปรบมือหายไป กลายเป็นเสียงโห่ทันที555555 ดูการแสดงเสร็จเราก็เดินลงเขากันต่อ  มาถึงพื้นราบก็หัวค่ำแล้ว ครูฝึกให้กินข้าวเย็นแล้วประกาศว่าเราจะนอนข้างแรมกันที่นี่ หนึ่งเต็นท์นอนได้สองคนให้จับคู่กันเอง ผมดูนาฬิกา เอ...มันเพิ่งสองทุ่มเองจะให้รีบนอนทำไมเนี่ย? แต่ก็ชั่งเถอะนอนเอาแรงดีกว่าเหนื่อยมาทั้งวัน ครูฝึกสั่งว่าใครยังไม่ยอมนอนเดี๋ยวจะให้มาออกกำลังกายจะได้อยากนอน ผมรีบหลับตาเลยครับ บิ๊วให้หลับจนเริ่มเคลิ้มๆ....................ตูมมมมมมม! เสียงระเบิดดังขึ้น




ครูฝึกประกาศออกโทรโข่งว่า "ต่อไปนี้เป็นการฝึกสถานการณ์ฉุกเฉิน ขอให้ธรรมทายาททุกคนหนีกลับฐานให้ได้ ครูจะให้เวลายี่สิบวินาทีในการออกจากบริเวณนี้ ถ้าใครถูกครูจับได้จะต้องจ่ายค่าไถ่ตัวเป็นเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น" พวกผมรีบออกมาจากเต็นท์เก็บข้าวของโดยไว จากนั้นรวมหมู่กันวิ่งกระโจนหลบเข้าไปในป่าหญ้าซึ่งสูงท่วมหัว เป็นหญ้าแห้งๆคันๆ พวกผมเข้าไปปรึกษากันว่าเราจะไปทางทิศไหนดีเพราะนี่มันมืดแล้วไม่รู้ว่าฐานอยู่ที่ไหน เพื่อนคนหนึ่งเสนอว่าเราควรไปตรงที่ที่มีแสงไฟสว่างที่สุด น่าจะเป็นทางไปถนนใหญ่ที่จะพาเราไปฐานได้ ทุกคนเห็นด้วยจึงพากันเดินไปทางทิศที่กำหนดไว้ เดินไปอย่างเงียบๆเพราะกลัวจะมีพี่เลี้ยงทหารดักอยู่ข้างหน้า พวกเราออกมาจนสุดป่าหญ้าเห็นถนนแล้วแต่ยังไม่กล้าข้ามกลัวมีพี่เลี้ยงทหารดักอยู่ เลยหมอบสังเกตการณ์ไปก่อน สักพักมีรถกระบะเปิดไฟแวบๆ มีเสียงประกาศจากครูฝึกว่า "กิจกรรมจบแล้ว ขอให้ธรรมทายาททุกคนออกไปรวมกันที่ฐาน" พวกผมบางคนบอกนี่อาจเป็นแผนหลอกเราก็ได้ งั้นรอให้รถกระบะเลยออกไปก่อนล่ะกัน พอได้จังหวะพวกเราก็วิ่งๆข้ามถนนมุ่งหน้าสู่ฐาน กลุ่มผมมาถึงก็กลุ่มเกือบท้ายๆ มีเพื่อนส่วนใหญ่นั่งรออยู่แล้ว เราก็ไปนั่งรวมกับเพื่อน เราได้พูดถึงวิธีการหลบหนีว่าแต่ละกลุ่มไปอย่างไรเจออะไรบ้าง มาตอนนี้เราสนิทกันมากขึ้นแม้จะมาจากต่างสถาบันกัน แต่เราคุยด้วยกันได้หัวเราะด้วยกันได้ คืนนั้นผมหลับเป็นตายเลยนะครับ55555 ZZZZZ


เข้าสู่วันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กันในอาณาเขตของโรงเรียนนายร้อยแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปวัดพระธรรมกาย วันนี้ผมเลยตั้งใจจะรักษาศีลแปดจะได้เตรียมกายวาจาใจให้พร้อมสู่การเป็นพระแท้ ช่วงกินข้าวเย็นครูฝึกจะถามว่าใครถือศีลแปดให้ออกมา ครูเตรียมโอวันตินเอาไว้ให้ ผมจึงลุกขึ้นยืนและมีเพื่อนอีกประมาณสามสิบคนลุกขึ้นด้วย ผมนั่งทบทวนศีลแปดพร้อมกับซดโอวันตินไปด้วย จ๊อกกกกก! เสียงท้องมันร้อง หิวข้าวจังเลยยยง่ะTT


ช่วงคืนสุดท้ายของการอยู่ที่นี่ครูฝึกจัดกิจกรรมรอบกองไฟให้ครับ มีซูลูพ้นไฟ มีรำวง แสดงละคร และมินิคอนเสิร์ต ช่วงคอนเสิร์ตก็เป็นพี่ๆทหารนี่แหละครับ กลอง กีต้าร์ เบส นักร้องครบเลย พอขึ้นท่อนโซโล่ แอ๊ดๆๆๆๆๆแอดดดดดด พี่ทหารบอก "อ้าว! ธรรมทายาทลุกขึ้นมาเต้น วู้วววววววว" เกือบสามร้อยชีวิตกระโดดทันที รวมทั้งผมด้วย ฝุ่นนี่ลอยแดงทั้งสนาม ผม ผม ลืม ไป ว่า วันนี้ผมศีล แปดดดดดดดดดดดด!  บัดซบจริงๆเลย(เสียงหล่อ) เดี๋ยวค่อยไปสมาทานใหม่ละกัน วู้ๆๆๆ 5555555


เช้าวันกลับวัดพระธรรมกาย เราใส่เสื้อขาวสะอาด ทำพิธีปิดถ่ายรูปหมู่ มาตอนนี้ผมสามารถเดินทักทายเพื่อนได้ทุกคน พวกเราไม่แบ่งแยกกันอีแล้วว่ามาจากสถาบันไหน พวกเราทุกคน คือ ธรรมทายาท ที่จะเป็นพระแท้ที่โลกต้องการ เป็นพระลูกชายที่ดีให้กับโยมพ่อโยมแม่ ผมเข้าใจแล้วครับว่าทำไมการบวชที่วัดพระธรรมกายต้องมีภาคสนาม "เพราะวินัยทางโลกหากยังทำได้ไม่ดีพอ วินัยทางธรรมก็ยากที่จะดีได้..."   ผมขอขอบพระคุณครูฝึก พี่ทหาร พี่ staff และที่สำคัญขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยด้วยครับ ที่มอบโครงการดีๆให้กับวัยรุ่นอย่างพวกเรา...โปรดติดตามตอนต่อไป






นั่งนึกๆแล้วเอามาเล่าโดย
หลวงพี่ฮอน 





 




วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

เด็กน้อยใจใหญ่ผู้ทำลายผังจน...อยากรู้ต้องอ่าน

         

          ธรรมะสวัสดีทุกท่าน^_^ ....เป็นช่วงเข้าพรรษาที่ผม ได้อยู่วัดนานนนนม๊วก(เสียงปานกลางออกเบสนิดๆ) เพราะพรรษาที่ผ่านๆมาต้องออกไปเทศน์สอนจัดอบรมไม่แพ้นอกพรรษาเลยครับ ไปแต่ละครั้งก็ต้องไปด้วยจิตเมตตา สงสารเด็กน้อยที่อาจจะไม่รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษแล้วไปทำผิดทำพลาดได้ แต่พรรษานี้ TTคนพาลเอาใจใส่วัดพระธรรมกายมากเป็นพิเศษ เป็นผลทำให้บางแห่งชะลอที่จะจัดกิจกรรมร่วมกับเรา แต่ก็เป็นส่วนน้อยมากๆนะครับ แค่เสียดายโอกาสของเด็กน้อยก็เท่านั้นเอง และส่วนใหญ่ท่านก็เข้าใจเราให้กำลังใจพวกเรา เพราะท่านได้มารู้มาเห็นมาศึกษาปฏิบัติแล้วว่าหลวงพ่อธัมมชโยท่านสอนแต่สิ่งที่ดีๆ ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทองก็เป็นทองแม้จะอยู่ในโคลนตม จริงป่ะคร๊าบบ แต่ไม่เคยเห็นอยู่ในโคลนนะครับ สงสัยโดยเก็บไปก่อน555555

          วันเสาร์ที่ 3 กันยายน​ พ.ศ.2559 ทางชมรม​พุทธศาสตน์สากลฯ​ได้จัด​กิจกรรม​อบรม​กฐิน​สัมฤทธิ์​และ​มอบ​ผ้าไตร​กฐิน​สัมฤทธิ์​ให้​กับ​น้อง​นักเรียน​ที่​จะไป​เป็น​ประธาน​ทอดกฐิน​สัมฤทธิ์​ ก่อนอื่น​เรา​มา​ทำความเข้าใจ​เกี่ยวกับการทอด​กฐิน​สัมฤทธิ์​ก่อน​ว่า​จะ​ต่างจากการทอดกฐินธรรมดาอย่างไร การทอดกฐิน​สัมฤทธิ์​ก็เหมือนๆกับการทอดกฐินธรรมดาเนี่ยแหละ แต่​จะไปทอดกันที่วัดที่ไม่มีเจ้าภาพไปทอด หรือที่เรารู้จักกันว่ากฐินตกค้างนั้นเองครับ หลวงพ่อท่านเห็นปัญหาตรงนี้ว่าถ้าไม่มีใครมาทอดกฐินตามวัดต่างๆ ศาสนสถานต่างๆ ก็​จะ​ไม่ได้รับ​การ​ทำนุบำรุง​ พุทธศาสนา​ก็​ยาก​ที่จะ​สืบทอด​ต่อไปได้ จาก​เหตุการณ์​นี้​หลวงพ่อ​ธัมมชโย​ท่าน​จึง​ได้​มอบ​ผ้าไตร​และ​ปัจจัยทำบุญให้กับโรงเรียนที่เข้าโครงการเอาไปทำหน้าที่กัน หลังจากรับผ้าไตรครั้งนี้เด็กน้อยก็จะไปทำหน้าที่กัน ไปติดต่อวัด ไปบอกบุญ ไปปัดกวาดทำความสะอาดวัด ฯลฯ และ​ได้​ทราบ​ข่าว​ปีก่อนๆ​เด็กน้อย​ไป​บอก​บุญ​กัน​ได้​มากมาย​ แบบ​ที่​ผู้ใหญ่​อย่าง​เรา​ๆคิดไม่ถึง​​กันเลยทีเดียวครับ ถ้าผมอายุเท่านั้นคงไปเที่ยววิ่งเล่นกระโดดน้ำอยู่เลย 55555

         
ในปีนี้ผมก็มาช่วยมอบผ้าไตรกฐินเช่นเคย โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นที่วิหารคด ค.4 เวลาประมาณบ่ายสาม แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็จัดการอบรมการทำหน้าที่การจัดงานทอดกฐินสัมฤทธิ์ ทั้งการจัดสถานที่ พิธีกรรม​ การบอกบุญ ฯลฯ
ช่วงมอบผ้าไตรจะมีพระอาจารย์ 9 รูป​ นั่ง​อยู่​บน​สเตท​ เด็กน้อย​ก็​จะ​เข้า​มา​ทีละ​หน้ากระดาน​ หน้ากระดาน​ละ​ 9 คน​ รับ​ผ้าไตร​กฐิน​สัมฤทธิ์​แล้ว​ก็​จะ​แยก​ซ้าย​ขวา​ไป​ต่อ​แถว​ด้าน​หลัง​เพื่อ​รอ​ถ่าย​รูป​หมู่​ ผม​ก็รับบุญมอบผ้าไตรให้เด็กน้อยไปทีละคนทีละคน จู่​ๆ​ ผมก็​สังเกต​เห็น​เด็ก​คน​หนึ่ง​แปลก​จากเด็ก​คน​อื่น​ คือ​ ปกติ​เด็ก​คน​อื่น​ใส่เสื้อ​นักเรียน​สี​ขาวๆ แต่​เด็ก​คนนี้เสื้อสีขาวหมองๆเหลืองๆ ผม​ดู​ชื่อ​ที่เสื้อ​แต่ไม่ทันอ่านชื่อน้องหรอกครับ ผมเห็นว่าเสื้อตัวนี้น่าจะเคยมีเจ้าของมาแล้วแน่นอน เพราะมี​รอยปักชื่อของคนเก่าอยู่ หน้าตา​น้องก็ดูมอมๆ แต่​ยิ้มแย้ม​แจ่มใส​ แววตาเปี่ยม​ไป​ด้วย​หัวใจ​แห่งนักสร้างบารมี 


          ทำให้ผมหวนนึกถึงเรื่องหนึ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาครั้งสมัยมาวัดตอนเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย นั้นก็เรื่องของ "นายติณบาล" เรื่องมีอยู่ว่าในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นายติณบาลยากจนมาก ยากจนขนาดไม่มีชื่อ โห! มีด้วยแฮะ สมัยนี้จนแค่ไหนก็ยังมีชื่อเลย น่าคิดๆ  นายติณบาลอาศัยอยู่กับท่านเศรษฐีและท่านเศรษฐีนี่แหละที่ตั้งชื่อให้ว่าติณบาล แปลว่า ผู้ดูแลรักษาหญ้า วันหนึ่ง ท่านเศรษฐีต้องการทำบุญทอดกฐิน จึงแจ้งข่าวให้เหล่าบริวารทราบ เพื่อให้ได้มาร่วมบุญกับท่าน ข่าวบุญกฐินนั้นได้มาถึงนายติณบาล เขาเกิดจิตศรัทธาอยากร่วมบุญกฐินกับท่านเศรษฐีด้วย แต่เขาไม่มีทรัพย์ใดติดตัวเลย ที่บ้านก็ไม่มี มีแค่ผ้าที่ใส่อยู่ นายติณบาลอยากร่วมบุญมากๆ เลยได้ตัดสินใจเอาผ้าที่ใส่อยู่นี่แหละไปขาย ก่อนไปขายในตลาดก็เอาใบไม้มานุ่งแล้วมุ่งหน้าสู่ตลาด ชาวบ้านพ่อค้าแม่ขายเห็นนายติณบาลนุ่งใบไม้มาก็หัวเราะใส่กันใหญ่ แต่นายติณบาลไม่โกรธแต่กลับพูดว่า “พวกท่านอย่าหัวเราะเราเลย เราจะนุ่งใบไม้เป็นชาติสุดท้าย ชาติหน้าเราจะนุ่งผ้าทิพย์" นายติณบาลขายผ้าได้เงินมาห้ามาสก ก็กลับไปปรึกษาท่านเศรษฐีว่าจะนำเงินนี้ไปทำบุญอย่างไรดี ท่านเศรษฐีก็แนะนำให้ไปซื้อเข็มกับด้ายมาเป็นบริวารกฐิน นายติณบาลก็กลับไปตลาดอีกครั้งเพื่อซื้อเข็มกับด้าย ชาวบ้านเห็นนายติณบาลอีกครั้งก็หัวเราะกันอีก นายติณบาลก็ไม่ได้สนใจอะไร รีบนำเข็มกับด้ายมาร่วมบุญกับท่านเศรษฐี เรื่องการกระทำอันยิ่งใหญ่รู้ไปถึงท้าวสักกะ ท้าวสักกะเลยลงมาหานายติณบาลเพื่อให้พร เขาได้ขอพรกับท้าวสักกะว่า

1.ขออย่าให้กระผมได้ข่มเหงสตรี ทั้งด้วยกาย วาจา และใจ

2.ขออย่าให้กระผมมีความตระหนี่ในการทำทาน

3.ขออย่าให้กระผมมีคนพาลเป็นมิตร
4.ขอให้กระผมได้มีภรรยาที่ดี มีศีลมีธรรม  
ท้าวสักกะท่านก็สงสัยว่าทำไมไม่ของทรัพย์สินเงินทอง นายติณบาลก็ได้บอกว่า “การได้เป็นคนดีและมีคนรอบข้างเป็นคนดี นับว่าเป็นทรัพย์อันประเสริฐแล้ว” 
ท้าวสักกเทวราชเมื่อทราบเหตุผลดังนี้ จึงอนุโมทนา และให้พรทั้งสี่ประการตามที่นายติณบาลขอ ข่าวการทำทานของนายติณบาลร่ำลือไปไกลจนพระราชาทรงรับทราบ จึงทรงเรียกตัวนายติณบาลมาตรัสถาม เมื่อทรงทราบเรื่องราวทั้งหมดจึงทรงขอแบ่งส่วนบุญ นายติณบาลก็แบ่งส่วนบุญให้ พระราชจึงพระราชทานทรัพย์ให้แก่เขา
        ตั้งแต่นั้นมา นายติณบาลจึงกลายเป็นเศรษฐี ด้วยผลบุญใน ปัจจุบันนั้นเอง เมื่อใกล้จะละโลก เขาได้ระลึกถึงการกระทำอันยิ่งใหญ่ซึ่งทำได้โดยยาก โดยเฉพาะบุญที่ได้ร่วมทอดกฐินถวายแด่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า คตินิมิตก็ใสสว่างด้วยอำนาจบุญที่ได้กระทำมาดีแล้ว ครั้นละโลกแล้ว บริวารได้มาเข้าแถวรอรับกันอย่างมากมาย เพื่ออัญเชิญให้เทพบุตรใหม่ขึ้นเทวรถ เพื่อกลับสู่วิมาน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทพบุตรใหม่เสวยทิพยสมบัติอันตระการตา
          มาถึงภพชาติสุดท้าย เขาได้มาบังเกิดในยุคสมัยของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เกิดเป็นชายและได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา ได้บรรลุอรหัตผลในที่สุด ด้วยอำนาจแห่งบุญที่ทำมาดีแล้ว
         เด็กน้อยที่เสื้อนักเรียนหมองๆเก่าๆที่จะเป็นประธานทอดกฐินสัมฤทธิ์ในปีนี้ก็เช่นกัน เขากำลังจะไปแก้ผังจนโดยทำถูกหลักวิชชา ตัดความตระหนี่ขยายใจให้กว้างใหญ่มีหัวใจของผู้ให้ และวัดที่จะไปทอดกฐินในปีนี้มีมากกว่าห้าร้อยวัด ซึ่งกฐินแต่ละวัดก็มีเด็กเหล่านี้นี่แหละเป็นผู้จัดงาน กระแสแห่งทานกระแห่งบุญก็ขยายไปทั่วแผ่นดินไทย พระพุทธศาสนาก็จะเข้มแข็ง เป็นแหล่งปลูกฝังศีลธรรมให้กับประเทศชาติและโลกใบนี้ต่อไป นี่แหละครับโครงการดีๆ อีกหนึ่งโครงการที่หลวงพ่อธัมมชโยท่านได้ดำริ ผมนี่เสียดายมากเลยที่เกิดเร็วไป เลยไม่ได้มีโอกาสเป็นประธานกฐินสัมฤทธิ์แบบเด็กๆกลุ่มนี้เลย ไม่เป็นไรครับ...ปีนี้ผมจะร่วมบุญกฐินเอาละกัน แม้จะเป็นกองเล็กๆมินิๆก็ตาม ใครสนใจก็มาร่วมบุญกันได้นะครับ55555
หลวงพี่ฮอน

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เมื่อพระเจอคนจีนในแดนขอนแก่น

เรื่องนี้ไม่ได้วางแผนอะไรมากมายครับ พระอาจารย์ท่านชวนไปเราก็ไป เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อวันพุธช่วงบ่ายแก่ๆ ผมทำโน้นนี่ตามประสาพระหนุ่มเหลือน้อยอิๆ ก็มีเสียงมือถือดังขึ้น พระอาจารย์ท่านโทรมาชวนไปขอนแก่น ที่ขอนแก่นมีสองกิจกรรมให้ไปเอาบุญกันนั้นก็คือ ไปเยี่ยมน้องชมรมพุทธ มข. บวกกับมีน้องนักศึกษาคนจีนมาเรียนที่ไทยก็จะจัดกิจกรรมต้อนรับด้วย และอีกวันเราก็จะมาร่วมฟังสัมมนาโครงการพัฒนาศักยภาพพระนักเผยแผ่เขตลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบไปด้วย จีน ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม และไทย พอผมได้ข้อมูลแล้วก็ดูๆ มันไม่ค่อยน่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับผมเท่าไหร่เลย ผมไม่เคยไปต่างประเทศและภาษาก็ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไร เยส โน โอเค ได้ประมาณนี้ แค่สอนเด็กน้อยด้วยภาษาไทยก็หืดขึ้นคอแล้วครับ แต่ก็คิดๆดูมันก็น่าสนุกเหมือนกันนะครับ อยากจะรู้ว่าชาวพุทธที่อื่นเขาทำงานเผยแผ่กันอย่างไร ผมรู้เรื่องแค่ในรั้ววัดพระธรรมกายเท่านั้น อืม...เอาไงดี? พรุ่งนี้มีประชุมวงอนุกรรมการเยาวชนด้วย บวกลบคูณหารดู เอาล่ะ! ไปก็ไปครับ เลยรีบมอบหมายให้น้องนำประชุมกันได้เลย

วันรุ่งขึ้นเราออกเดินทางตอนบ่ายโน้นแหละ พอบ่ายโมงหลวงพี่เบิร์ดท่านก็โทรมาบอกว่ารถตู้มาแล้ว ผมก็ลากกระเป๋าแบกย่ามไปที่รถตู้เลย พอเปิดรถตู้ไปเท่านั้นแหละ เจอพระมหาเถระในรถเลยครับ ท่านก็คือ พระอาจารย์พระมหาสุธรรม สุรตโน ปธ.9 พระอาจารย์ใหญ่โรงเรียนปริยัติวัดพระธรรมกาย มีหลวงพี่มหาก้องมาด้วย นอกนั้นเป็นพระชมรมพุทธทั้งหมด มี หลวงพี่เบิร์ด พระคิม พระปลั๊ก และโยมสองคน คือ โยมพี่ฝน โยมน้องจูน
ผมคิดว่าทริปกิจกรรมบุญนี้น่าจะมาจากโยมพี่ฝนเป็นแน่แท้ เพราะโยมพี่ไปเรียนและทำงานเผยแผ่ที่เมืองจีน ฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวกับจีนๆ คงต้องเป็นโยมพี่ฝนชัวร์ และโยมพี่ฝนนี่แหละที่ทำให้ผมได้มาพิมพ์บทความดีๆ ให้ทุกคนได้อ่าน แต่วันนี้คงไม่ได้คุยเรื่องโยมพี่ฝน ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากจะฟังเรื่องโยมพี่ฝนรึเปล่า (เช็คเรตติ้ง อิๆ)

เอาล่ะๆ ได้เวลาเดินทางกันแล้ว มุ่งหน้าสู่ดินแดนอีสานบ้านเฮาเดอคราบ(ผมพูดอีสานไม่เป็นหรอก แต่รุ่นพ่อปู่ทวดพูดได้ มาจบที่รุ่นผมนี่แหละ555) บนรถทำอะไรไม่มาก เช่น นั่งสมาธิ คุย และหลับ สิ่งที่ตามมาทุกครั้งในการเดินทางด้วยรถคือ เมื่อย TT บิดซ้ายบิดขวาไปตลอดทาง พอหลับรถโยกหัวโขกกระจกเป็นระยะๆ โอ๊ยยยย เจ็บหนอ เจ็บหนอ นั้น! ปั๊มน้ำมัน ปตท. ผมนี้แทบไปเปิดประตูเลย เพราะนอกจากเมื่อยแล้ว ตอนนี้เริ่มปวดห้องน้ำเต็มทนแล้ว ฝนก็ตกอากาศเย็นได้ใจ รถจอดปั๊บไม่ต้องกางร่มหรอก ก็ลุยฝนเข้าห้องน้ำกันเลยทีเดียว ถึงห้องน้ำ โอ้วววว! ห้องน้ำเต็ม มีโยมผู้ชายต่อคิวอยู่หนึ่งคน ผมรอคิวต่อจากโยมผู้ชาย ห้องน้ำห้องหนึ่งเปิดออกโยมผู้ชายใจดีนิมนต์ผมเข้าห้องน้ำก่อนเลย สาธุๆ โยมถวายห้องน้ำแด่พระภิกษุได้บุญหลายเลยนะครับ

เรามาถึง มข. ช่วงหัวค่ำ ชมรมพุทธที่ มข. จะไม่ได้ชื่อว่าชมรมพุทธ แต่ชื่อว่า "ชมรมสมาธิและศีลธรรม งงเปล่าครับ 555  เพาะที่ มข. มีชมรมพุทธอยู่แล้วแต่จะไปทางสายป่าเป็นหลัก แต่สองชมรมนี้ก็มีหลายครั้งที่จัดกิจกรรมด้วยกันนะครับ ส่วนตัวคิดว่าตามจริตความชอบอ่ะนะ เหมือนๆตอนเย็นเราจะกินอะไรดี ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู หรือ ก๋วยเตี๋ยว ทุกเมนูทำให้อิ่มหมด กินไปเถอะ! ใช่ไหมครับ งั้นเพื่อให้ชัดเจนผมเรียกชมรมสมาิละกัน

ชมรมสมาธิอยู่บนอาคารชั้นสอง อาคารนี้น่าจะเป็นอาคารกิจกรรมผมว่านะ ข้างล่างเป็นโรงอาหาร เราจะได้กลิ่นข้าวกระเพราหมูตอนจะขึ้นบันได มันหอมมากเลยครับ ตอนนี้ช่วงค่ำแล้วด้วย555  พอขึ้นไปถึงบนห้องชมรมสมาธิฯ ผมเห็นน้องนักศึกษาเต็มห้องเลย ผมก็ยังแยกไม่ออกหรอกว่คนไหนจีนคนไหนไทย แต่พอเห็นหน้าแหละพอจะชี้ได้ว่าใครจีนใครไทย ด้วยเชื้อชาติคนจีนสีผิวจะขาวและหน้าตาจะเหมือนตัวละครในการ์ตูนเรื่องมู่หลาน ล่องไปหาดูนะครับ การ์ตูนสมัยผมยังเป็นเด็กน้อยโน้นแหละ

คณะสงฆ์นั่งเก้าอี้หลังห้อง น้องนักศึกษาจีนไทยหันหลังกลับมาเจอพระ คนจีนน่าจะตกใจที่เห็นพระมากมายแต่ทว่าพระน่าจะตกใจมากกว่าเพราะเขาจะให้พระทุกรูปพูดกับนักศึกษาจีน เปิดหัวด้วยหลวงพี่มหาก้อง ท่านพูดจีนสบายๆอยู่แล้ว เพราะท่านเรียนอยู่ที่ไต้หวันและจีน ท่านก็ชัวชี่ๆจนจบ ผมนี่ไม่รู้เรื่องเลยครับ ไมค์ก็มาเรื่อยๆ จนถึง ผมมมTT เอาล่ะหน้าที่พูดเป็นของเรา หน้าที่ทำความเข้าใจเป็นเรื่องของคนจีน ผมเลือกที่จะใช้ภาษาอังกฤษอันเก่งกาจของผม555 ลองไปอ่านเรื่องที่ผมเจอฝรั่งตอนงานธุดงค์ดู พูดจนฝรั่งมึนจนเข้าใจ อิๆ

ต้าเจี่ยเห่า ประโยคแรกที่ผมแอบก๊อปปี้หลวงพี่มหาก้องมา หลังจากนั้นผมก็ซัดภาษาอังกฤษตามแบบผม "มายเนมอิสหลวงพี่ฮอน หลวงพี่คำฟอมปทุมธานีคันที่ คำเฮียขอนแก่นคันที่ ระหว่างทางเรนฟออิสอะฝนตกซู่ๆ บัดไอแหพฟอัมเบล่า ไอแคนเอาท์คาร์ แดดอัมเบล่าอิทเมคสะตอบเรนบัดอัมเบล่าแคนโพเทคเรน เซมยูคำฟอมไชน่าทูไทยแลนด์ ยูมิทแบรีเออบัดยูซัมเวทูเคลียร์แบรีเออ เจริญพร" พูดจบเลยบอกกับน้องทั้งจีนทั้งไทยว่าจะไปฝึกภาษาจีนแล้วกลับมาแก้แค้นTT

หลังจากน้องจีนกลับหอแล้วก็เป็นเวลาของน้องชมรมสมาธิที่จะได้ฟังโอวาทจากพระอาจารย์ทุกรูป คราวนี้ล่ะทีผม ภาษาไทยครับพี่น้องร่วมชาติ จัดไปเวลาไม่มากแต่ให้ข้อคิดสุดๆไปเลย ผมเล่าให้น้องชมรมฟังว่า "เสากลางห้องยังคงตั้งอยู่ได้ฉันใด ห้องชมรมสมาธิก็อยู่ได้ฉันนั้น น้องชมรมสมาธิยังตั้งมั่นในกิจวัตรฉันใด ชมรมสมาธิก็ยังอยู่ได้ฉันนั้น" จบกิจกรรมบุญเราก็กลับที่พักจำวัดเก็บแรงไว้ลุยสร้างบุญต่อในวัดพรุ่งนี้ ZZZZZ



เช้าแล้วๆ โยมเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้าด้วยข้าวต้มกุ้ง เยอะมากเลย สงสัยอิ่มข้ามวันได้เลยครับ5555 เราเดินทางจากที่พักมาที่มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นที่จัดงานสัมมนาครั้งนี้ เดินเข้ามาเนี่ยเจอทั้งพระไทยจีนพม่าเขมรลาวกันเลยทีเดียว เจอพระกับแมชีฝรั่งด้วยครับ น่าจะวัดหลวงปู่ชามั่งครับ ช่วงสายเป็นพิธีเปิด มีวงโปงลางด้วย มีหมอลำ   เป็นเสียงอีสานหมดเลย ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องก็ว่าไป 

ช่วงบ่ายแบ่งห้องฟังตามความสนใจ มีอะไรบ้างดูกัน ลงชื่อกันดีมั้ยคะ
กลุ่ม1 พระพุทธศาสนาและปรัชญา
กลุ่ม 2 กลุ่มวิชาการศึกษา
กลุ่ม 3 พระนักเผยแผ่
ทายสิผมจะไปกลุ่มไหน อิๆ
กลุ่ม 1 กลุ่ม 2 ลาก่อน ไม่น่าใช่ผม กลุ่ม 3 ละกันพอไหว



เริ่มสัมมนาด้วยพระฝรั่งกับแม่ชีฝรั่ง ท่านก็มาเล่าเกี่ยวกับตัวท่านและความประทับใจในพระพุทธศาสนา โชคดีที่มีพระอาจารย์รูปหนึ่งแปลให้ ผมได้เห็นในแง่มุมหนึ่งของชาวยุโรปและอเมริกามองพระพุทธศาสนาในไทย ว่าเขาไม่ได้ต้องการกินเที่ยวอย่างเดียว บางกลุ่มยังมองหาเรื่องความสงบทางจิต จากนั้นก็เป็นพระจากลาวเขมรจีนพม่า ท่านก็จะมานำเสนองานเผยแผ่ในประเทศของท่าน ซึ่งบางรูปพูดภาษาอังกฤษหรือจีนไปเลย ผมก็มึนๆ มาพอได้ตรงภาษาลาวนี่แหละ5555 พอเดาออกบ้าง

ผมฟังๆยังไม่จบงานดีประมาณสี่โมงเย็นก็ต้องออกจากงานก่อน เพราะเราจะปิดโปรเจ็คบุญขอนแก่นด้วยการไปปล่อยปลากับน้องๆ ชมรมสมาธิและศีลธรรม มข. ปล่อยเสร็จฝนตกทันทีครับ บุญคงเยอะ55555 ท้ายสุดๆ ก็ให้ทุกท่านได้บุญด้วยกันนะครับ 


เล่าโดย
หลวงพี่ฮอน